Category Archive : วิทยาศาสตร์

มาทำความรู้จักกับ ไอแอพิตัส (ดาวบริวาร)

จักรวารนั้นเป็นสิ่งที่บางทีก็อาจจะพูดได้ยากว่า มันเป็นเรื่องที่นั้นสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ แต่ถ้าคุณลองได้ไปศึกษาและได้เรียนรู้เกี่ยวกับมันจริง ๆ คุณจะพูดไม่ออกเลยว่ามันเป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้ง่าย แต่ถ้า จะพูดว่ายากเลยที่เดียวมันก็คงจะไม่ใช่ เพราะถ้ามันยากจริงมันก้คงจะเป็นสิ่งที่ทุกคนคงไม่อยากจะจับต้องเท่าไหร่นัก

เพราะเมื่อคนเราได้ยินว่ามันเป้นเรื่องยากใจก็เริ่มท้อไปแล้ว  ตั้งแต่ยังไม่ได้ที่จะลงมือทำเลยด้วยซ้ำ และคงจะเป็นคนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่คิดว่ายิ่งยากยิ่งต้องหาคำตอบให้ได้

ทุกสิ่งที่เรานั้นอยากที่จะหาคำตอบเกี่ยวกับมัน แต่ก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ยากจัง   คงหาไม่ได้แน่ๆ แต่เราอยากจะบอกว่า คำตอบของคำถามทุกอย่างนั้นมีอยู่แล้ว เพียงแค่ว่าเราจะหาเจอตอนไหนเท่านั้นเอง ในเรื่องของจักรวารก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ดูจะยาก แต่ถ้าเราสนใจจริงๆ ก็ไม่มีอะไรที่ยากไปเกินกว่าความสามารถของเราอย่างแน่นอน

อย่างที่เรารู้ๆ กันดีว่าระบบสุริยะของเรานั้นเป็นระบบระบบหนึ่งในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก ซึ่งมันก้เป็นกาแล็กซี่ที่อยู่ในจักรวารเช่นเดียวกันกับอีกหลายๆ กาแล็กซี่ แต่ในวันนี้นั้นเราจะมาพูดถึงระบบที่ใกล้ตัวของเรามากที่สุดนั้นก็คือระบบสุริยะนั้นเอง ระบบสุริยะนั้นมีดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่คอยให้แสงสว่างแก่ดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ที่เป็นบริวารของมันในระบบสุริยะแห่งนี้ และอย่างที่เรานั้้นรู้ๆ กันว่าดาวเสาร์ที่บริวารของดวงอาทิตย์เช่นเดียวกับโลกและดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ นั้น มันมีดวงจันทร์บริวารเป็นจำนวนมาก และหนึ่งในนั้นก็คือ ไอแอพิส ดวงจันทร์บริวารของดาวเสาร์ดวงนี้มีลักษณะ

ที่แปลกประหลาดเป็นอย่างมาก มันมีแนวสันนูนสูงเกือบตลอดแนวเส้นศูนย์ บางทีสูงกว่ายอดเขาเอเวอร์เรสถึงสองเท่าเลยทีเดียว เพราะเหตุนี้จึงทำให้มันดุคล้ายกับเม็ดวอลนัตยกษ์  ที่ลองลอยอยู่ในอวกาศ และอีกอย่างคือความพิศดาร   เรื่องสีพื้นผิวของมัน ซีกหนึ่งนั้นสว่างขาวโพนสะท้อนแสงราวกับหิมะ แต่อีกซีกหนึ่งของมันกลับดำมืดอย่างกับว่าถูกเคลือบไปด้วยยางมะตอย และด้วยความที่มันมีสีขาวดำครึ่งซีกแบบนี้ มันจึงได้รับฉายาที่มีชื่อว่าดวงจันทร์หยินหยาง

สุดท้ายนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเรื่องของดวงจันทร์บริวาร  ยังไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะมันยังมีอีกหลายดวง และยังมีของดาวเคราะห์ได้มีเพียงไอแอดวงๆ อื่นๆ อีกด้วย แน่นอนว่าดวงจันทร์บริวารที่เป็นของดาวเสาร์นั้นไมไพิตัสเพียงดวงเดียว  แต่มันยังมีอีกหลายดวง และแต่ละดวงก็ยังคงมีลักษณะที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย และนี้คงจะรวมเป็นเรื่องที่น่าแปลกที่เกิดขึ้นในระบบสุริยะของเรา

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์ ถูกกฎหมาย

ระยะห่างแกนกลางของโลก

คุณก็ร็ว่าเราได้ทำการทดลองไปยังดาวอวกาศไกล้นับร้อยนับพันไมล์แต่กับโลกของเรานั้นกลับไม่ได้มีการค้นหากันสักเท่าไหร่จึงไม่มีใครที่จะให้ความสำคัญของโลกเรานักว่าโลกของเรานั้นมีอะไรบ้าง

ที่จริงที่แกนกลางโลกมีความลับที่ซ่อนอยู่ที่แกนด้านในของโลกจะมีลักษณะของแข็งเป็นลูกกลมๆที่ร้อนมากๆและมีรัศมีประมาณ1220กม.เพื่อให้เห็นภาพมันเล็กกว่าดวงจันทร์แค่30%เท่านั้นเองแต่ด้วยที่เราไม่เคยไปที่นั่นเรารู้เรื่องแบบนี้ได้ยังไงกันเราได้ศึกษาเกี่ยวกับแกนโลกโดยการสังเกตผลกระทบของแรงโน้มถ่วงต่อวัสถุของพื้นผิวของเราจากผลการศึกษานั้นคาดได้ว่ามูลของโลกหน้าจะอยู่ที่ประมาณที่5.6ล้านล้านตัน

เราไม่ได้ชั่งมันมาจากตราชั่งหรอกความหนาแน่นของทุกสิ่งที่อยู่บนยพื้นผิวของโลกนั้นมีค่าต่ำกว่าความหนาเฉลี่ยของแกนกลางโลกมากและนักวัทยาศาสตร์ก็ได้ค้นพบว่ามูลของโลกส่วนใหญ่แล้วอยู่ที่ใจกลางของโลกเราเป็นสหลักคาดว่ากว่า80%ของแกนโลกนั้นประกอดด้วย1ใน10ขององประกอบพื้นฐานที่พบมากที่สุดในแกแลคซี่นั้นก็คือ เหล็กแต่เหล็กบนพื้นผิวโลกค่อนข้างมีขีดจำกัดสงสัยกันแล้ว

ใส่ไหมเหล็กนั้นมันลงไปอยู่แกนกลางของโลกได้ยังไงองค์ประกอบที่มีน้ำหนักจำนวนมากจะผลักดันตัวเองและแน่นอนจะลงไปที่ศูนย์กลางของโลกและมีการค้นอย่างมากมายที่คาดไม่ถึงที่ยอมแพ้ในการค้นหาความจริงพื้นผิวส่วนใหญ่ของโลกทำมาจากหินที่เรียกว่า ซิลิเกตและเหล็กที่หลอมเหลวนั้นก็ยากที่จะผ่านมันไปได้เพื่อให้คุณนั้นได้เข้าใจง่ายขึ้นลองนึกถึงน้ำที่พยายามไหลผ่านไปบนพื้นผิว

ซึ่งเป็นมันเหนียวดูสิแต่ในปี2013เวนดี้ เมาและทีมงานก็ได้ค้นพบที่เป็นไปได้กับสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้พวกเขาได้เริ่มทำการทดลอง เพื่อดูว่าเหล็กและซิลิเกตมีประติกิริยาอย่างไรเมื่อพวกมันต้องเจอกับแรงกดดันอย่างรุนแรงแบบเดียวกันกับสภาวะแกนกลางของโลกพวกเขาใช้เครื่องมือที่มีแรกกดดันกดทั้งสองสิ่งเข้าด้วยกันและพวกเขาก็ทำสำเร็จที่แรงดัน330กิกาปาสคาล

ซึ่งอยู่ที่ประมาณ3.3ล้านเท่าของแรงดันในชั้นบรรยกาศของโลกเหล็กที่หลอมเหลวได้ค่อยๆบีบตัวเข้าผ่านพื้นผิวซิลิเกตและพวกเขาก็ได้คำตอบมันใช้เวลาหลายล้านปีกว่าที่เหล็กนั้นจะเดินทางไปถึงจุดศูนย์กลางของโลกมันเคลื่อนที่ช้าๆเหมือนกับหอยทากซึ่งในตอนนั้นมันคงจะไม่มีหอยทากตรงนั้นแต่คุณก็คงจะเดาออกว่าหอยทากนั้นมันเดินช้ามากแค่ไหน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  letou ฟรีเครดิต

พายุไซโคลนที่เกิดบนดาวอังคาร

โลกของเรานั้นสำหรับพายุแล้ว มันถือได้ว่าเป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง ที่มีความรุนแรง และน่ากลัวเป็นอย่างมา และพายุไซโคลนก็ถือว่าเป็นพายุที่เรารู้กันดี เพราะมันเป็นพายุที่มีอยู่บนโลกของเรา แต่คุณอาจจะคิดว่าเราจะพูถึงเรื่องของพายุไซโคลนที่เกิดขึ้นบนโลก  แต่เปล่าเลยเราจะไม่พูดถึงสิ่งที่ทุกคนรู้จะกันดีอยู่แล้วอย่างแน่นอน

เพราะว่าเรื่องที่เกี่ยวกับพายุดังกล่าวนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ธรรมดาเป็นอย่างมากสำหรับทุกคน แต่มันจะเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาถ้าหากว่าเราไม่ได้พูดถึงพายุไซโคลนที่อยู่บนโลก แต่มันอยู่บนดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะของเรา

พายุนั้นสามารถที่จะเกิดขึ้นได้ทุกที่บนโลกของเรา ซึ่งความรุนแรงของมันก็แล้วแต่ชนิดที่เกิดเช่นเดียวกัน สำหรับพายุที่เราคุ้นเคยกันดีหนึ่งพายุที่เกิดบนโลก  นั้นก็คือพายุไซโคลน แต่มันจะธรรมดาเกินไปถ้าหากว่าเราพูดที่มันเกิดอยู่บนโลกของเรา ดังนั้นเราจะพูดเกี่ยวกับพายุไซโคลนที่อยู่บนดาวอังคาร สำหรับดาวอังคารแล้วนั้นมันเกิดพายุหมุนขนาดเล็กอยู่เรื่อยๆ

ซึ่งก็เหมือนกับพายุหมุนบางๆ ที่ัมนจะเกิดในทะเลทรายบนโลกของเรา ส่วนพายุหมุนขนาดใหญ่และรุนแรงมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาสำหรับดาวเคราะห์ดวงนี้ และพายุที่มีขนาดที่มนุษย์อย่างเราๆ สำรวจได้ก้คือ พายุไซโคลนในปี 1999 ที่บรอเวณขั้วโลกเหนือของดาวอังคาร มันเป้นพายุหมุนที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1,770 กิโลเมตร และมันก้ยังมีลักษณะ        ที่คล้ายกับพายุไซโคลนบริเวณขั้วโลกของเราอีกด้วย  แต่พายุที่ว่าคงอยู่แค่ประมาณ 6 ชั่วโมงเท่านั้น ก่อนที่มันจะได้สลายหายตัวไปในที่สุด

แต่หลังจากนั้นเราก็ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับพายุที่มีลักษณะคล้ายๆ กันนี้ แต่ขนาดเล็กกว่าเกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าวนี้อยู่เรื่อยๆ อย่างเช่นในปี 2001 2004 และ 2009 อย่างไรก็ตามการที่จะเกินพายุที่มีลักษณะที่คล้ายกับพายุที่เกิดขึ้นบนโลกนี้  ถือได้ว่าไม่ใช่เรืื่องที่แปลกใหม่อะไรสำหรับระบบสุริยะของเรา และนอนจากพายุที่เกิดขึ้นบนดาวอังคารแล้ว ยังมีพายุต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ

ในระบบสุริยะเช่นเดียวกัน และสำหรับพายุที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กันเลย ตัวอย่างเช่น จุดมืดใหญ่บนดาวเนปจูน จุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสบดี และพายุหมุนคู่ที่ขั้วโลกของดาวศุกร์ พายุที่เราได้กล่าวมานี้ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นในระบบสุริยะของเราทั้งนั้น และนอกจากนี้ก็อาจจะมีพายุลูกอื่นที่น่าสนใจในระบบสุริยะ     ที่เรายังไม่ได้พูดถึงอีกมากมายก็ได้  ซึ่งถ้าทุกอยากรู้ว่ามีอะไรที่น่าสนใจอีกก็ลองศึกษาเพิ่มเติมก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายอะไร

 

 

สนับสนุนโดย    bk8

มีฐานพัทอยู่บนดวงจันทร์จริงหรือ?

เมื่ออพอลโล 15ที่เขาได้ไปสำรวจตามวงโคจรของวงของดวงจันทร์แต่เขาไม่ได้ลงไปสำรวจแล้วเขาบอกว่าภาพนี้กับคลิปนี้มันคือสิ่งๆเดียวกันแต่อพอลโล 20ได้เข้าไปสำรวจแล้วก็ได้เข้าไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งได้นอนอยู่

ซึ่งลักษณะของผู้หญิงคนนี้ตามที่เราได้เห็นกันในคลิปมัมนก็ไม่ต่างอะไรกันจากมนุษย์เลยก็ว่าได้เป็นผู้หญิงที่ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าหรืออะไรเลยแล้วก็ได้นอนหลับอยู่แล้วเหมือนว่าร่างกายถูกพันให้เป็นมัมมี่หรือถูกเคลือบด้วยสารอะไรสักอย่างหนึ่งที่ไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร

เนื่องจากานี้ได้มีอีกหนึ่งจุดที่ผู้หญิงคนนี้เขาจะต่างไปจากมนุษย์โลกของเราหนึ่งอย่างเลยก็คือมันจะมีคล้ายๆดวงตาหรืออะไรสักอย่างหนึ่งที่อยู่บนหน้าผากแล้วถ้าเกิดเราลองไปค้นหาเกี่ยวกับเรื่องของตำนานโบราณของชนเผ่าเก่าๆที่มีหลักฐานที่บ่งบอกได้ว่ามีชนเผ่าชั้นสูงที่มาจากท้องฟ้าแล้วมีดวงตาที่สามอยู่บนหน้าผากได้ลงมาให้ความช่วยเหลือพวกเราในอดีตที่ผ่านมา

ซึ่งตรงจุดนี้มันค่อนข้างที่จะสอดคล้องกันว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าเธอคนนี้ที่เป็นมนุษย์ต่างดาวเคยมาที่โลกของเราแล้วเมื่อในอดีตที่ผ่านมาแล้วได้มีการพบเจอมนุษย์แบบเราแล้วอันนี้มันก็เป็นเพียงการคาดเดาที่นักวิทยาศาสตร์ฌขาก็ตั้งข้อสงสัยไปว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าแล้วมันยังมีหลักฐานที่บ่งบอกว่าบนดวงจันทร์ได้เป็นสถานที่ที่มนุษย์ต่างดาวอยู่

โดยหลักฐานเหล่านี้มันจะเป็นเพียงแค่รูปภาพถ่ายของโครงการทางนาซาที่เขาได้ไปสำรวจบริเวณดวงจันทร์หรือไปเหยียบบนดวงจันทร์แล้วก็มีการเซ็นจดหมายเหตุบันทึกเอาไว้ที่นาซาแต่ละภาพที่เราได้เห็นกันอยู่ตรงนี้มันมีรูปร่างคล้ายกับสิ่งของบางอย่างบนโลกมากอย่างเช่นแท่งหล่อเย็นที่มันควรจะไปอยู่ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้วมันก็ยังคงมีสิ่งปลูกสร้างประหลาดที่ยังดูคล้ายๆกับจานดาวเทียมบนโลกของเรา

นอกจากนี้มันยังได้มีสิ่งที่คล้ายกับป้อมปราการก็ยังมีอยู่อีกด้วยคือจะบอกว่าสิ่งเหล่านี้มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นมาเองโดยตามธรรมชาติบนดวงจันทร์มันไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกปลูกสร้างขึ้นมาเองจะบอกแบบนั้นได้ด้วยหรอมีจานดาวเทียมบนดวงจันทร์มีคล้ายๆป้อมปืนใหญ่บนดวงจันทร์เราคิดว่ามันไม่ใช่

ซึ่งเรื่องของมนุษย์ต่างดาวมันก็ยังได้มีการค้นหากันไปเรื่อยๆจนมีนักวิทยาศาสตร์นักดาราศาสตร์หรือนักวิจัยหลายๆคนบันทึกภาพที่เจอวัตถุประหลาดได้ในหลายๆที่และมันก็มีทั้งคลิปจริงและของปลอม

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ

มนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่บนดวงจันทร์หรือไม่

สำหรับตามบันทึกตามที่อพอลโล 11ได้บินขึ้นออกไปบนชั้นบรรยากาศโลกNeilArmstrongก็ได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่าผมได้เห็นแสงไฟบางอย่างที่เคลื่อนไปตามดวงดาวและติดตามเรามาแต่เขาไม่ได้บอกกับสมาชิกที่เขาได้ไปร่วมภารกิจด้วยเพราะว่าถ้าเขาบอกไปมันจะเกิดความแตกตื่น

โดยเขานั้นก็ได้มีการบันทึกภาพเอาไว้ตั้งแต่ขึ้นไปจนถึงดวงจันทร์และภาพที่ได้เห็นนั้นมันได้เป็นวัตถุทรงกลมที่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระหรือว่าที่เราเรียกมันว่าจานบินนี่แหละแต่เขาก็ได้ทำแต่บันทึกภาพเอาไว้แล้วก็ปฏิบัติภารกิจกันต่อไป

นอกจากนี้ในระยะเวลาต่อมายานอพอลโล 11ก็ได้ลงจอดที่บริเวณบนดวงจันทร์แล้วคนที่ได้เหยียบดวงจันทร์นั้นก็มีอยู่สองคนโดยคนแรกก็คือNeilArmstrongแล้วก็Edwin Buzz Aldrin 

เนื่องจากนี้ในข้อมูลที่ได้มีการบันทึกเอาไว้เท่าคู่ได้มีการสำรวจบริเวณพื้นผิวของดวงจันทร์แล้วได้สังเกตเห็นอะไรบางอย่างก็ที่ทั้งคู่จะสลับวิทยุสื่อสารไปคุยกับทางการแพทย์ของโครงการแล้วพูดกับหัวหน้าทีมแพทย์ว่าพวกมันอยู่ที่นี่และยานของพวกมันได้จอดอยู่ข้างป้องของภูเขาไฟของพวกมัน

ซึ่งคำพูดนี้ได้เป็นคำพูดที่บันทึกเอาไว้ในจดหมายเหตุของทางนาซาที่เราได้ไปศึกษาหาข้อมูลมาและในขณะที่พวหเขานั้นกำลังทำภารกิจอยู่เขาก็ได้มีการบันทึกภาพตลอดเวลาตั้งแต่ออกจากโลกไปจนถึงบนบรรยากาศแล้วก็ลงจอดที่พื้นผิวบนดวงจันทร์

โดยเขาได้บันทึกภาพเอาไว้ทั้งหมดได้มีภาพอยู่ภาพหนึ่งที่ได้มองเห็นสิ่งแปลกๆคล้ายๆกับสะพานหรือว่าท่ออะไรบางอย่างที่ถูกปลูกสร้างขึ้นมาโดยแน่นอนบนดวงจันทร์ถ้าเราพูดกันมันก็ไม่ควรที่จะมีสิ่งมีชีวิตแต่ภาพเหล่านี้ที่เราเห็นอยู่มันคืออะไรและรูปภาพอีกภาพหนึ่งมันเป็นภาพที่เป็นป้องขึ้นมาคล้ายๆกับของหอหล่อเย็นบางคนอาจจะไม่เข้าใจว่าหอหล่อเย็นมันคืออะไร

เนื่องจากหอหล่อเย็นมันจะเป็นอุปกรณ์ที่จะอยู่ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และถ้าจะให้เราพูดกันตามตรงเลยก็คือบนดวงจันทร์มันจะมีซากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ยังไงและอีกหนึ่งหลักฐานที่มีการถกเถียงกันสมัยก่อนว่ามันคือของจริงหรือของปลอมเป็นผู้หญิงที่มีรูปร่างคล้ายกับมนุษย์แต่ว่าผากมีคล้ายๆดวงตาที่ปิดอยู่

โดยเรื่องนี้มันเคยดังมาก่อน4-5ปีที่แล้วและยังมีคนดูเกือบ1ร้อยล้านวิวเลยเลยก็ว่าได้คือส่วนใหญ่แล้วคลิปของมนุษย์ต่างดาวที่เราจะเห็นในโลกโซเชียลเราก็จะต้องบอกเลยว่ามันก็มีทั้งของจริงและของปลอมแล้วยังมีการถกเถียงและยังให้คะแนนเสียงว่าคลิปนี้มันเป็นของจริงคลิปนี้เป็นของปลอม

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรีได้เงินจริง

ดาวเคราะห์ที่มีความร้อน

อย่างที่เรานั้นรู้ๆ กันดีว่าคนไทยส่วนใหญ่แล้วนั้นจะนับถือศาสนาพุธกัน และความส่วนใหญ่ก็จะเชื่อว่า นรกกับสวรรค์นั้นมีอยู่จริง ใครที่ทำดีก็จะได้ไปสวรรค์ ในส่วนที่ใครคิดชั่วทำชั่วนั้นก็ต้องตกนรก แล้วนรกที่ว่านี้เป็นอย่างไร มันเหมือนกับที่เขาได้มีการเล่าต่อๆ กันมาหรือไม่ แน่นอนว่านรกในความเป็นจริงแล้วนั้นเป็นอย่างไรเหมือนกับที่เขาได้เล่าต่อกันมาหรือไม่ แต่ไม่ว่านรกจะเป็นอย่างไรเราแต่ก็ไม่มีใครที่จะอยากตกนรกอย่างแน่นอน

บ่อยครั้งนั้นที่เรามักจะรู้สึกว่าฝนมักจะตกในช่วงเย็น ที่ใครหลายๆ คนจะต้องรีบกลับบ้านเพื่อที่จะไปหาครอบครัวและผู้เป็นที่รัก ซึ่งในบางทีมันก็มักจะทำให้เราเปียกปอนอยู่เรื่อยไป หรือจะต้องใช้เวลาเพิ่มมากขึ้นเพื่อที่จะต้องอญุ่บนท้องถนนทั้งที่ความจริงแล้ว เราควรที่จะได้กลับบ้านไปพักผ่อนได้แล้ว  และแม้ว่าเรื่องที่เรากำลังจะพูดต่อไปนี้นั้นมันอาจจะฟังดูแล้วเหมือนกับนิยายวิทยาศาสตร์เกิดนไป

แต่ดาวเคราะห์ที่มีสภาพภูมิอากาศที่แปลกประหลาดเอามากๆ เช่นมีฝนที่ตกเป็นแร่ธาตุต่างๆ หรือแม้แต่การที่ฝนจะตกเป็นอัญมณีที่ล้ำค่านั้นมีอยู่จริง โดยที่ล่าสุดนั้นได้มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง ได้มีการค้นพบดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่นอกระบบสุริยะของเรามันมีอุณหภูมิที่ร้อนจัดเอามากๆ ซึ่งดาวดวงที่ว่านี้มันมีฝนตกเป็นเหล็กหลอมเหลวอยู่เสมอ บนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงนี้นั้นมันมีชื่อเรียกว่า WASP-76d

ซึ่งดาวดวงนี้นี้ก็มีฝนตกในช่วงเวลาตอนเย็นเช่นเดียวกับโลกของเรา แต่แตกต่างกันอยู่ที่ว่าฝนที่โลกตกลงมาเป็นสายน้ำ แต่ฝนที่ดาวดวงนี้ตกลงมาเป็นเหล็กหลอมเหลว เหตุผลที่มันเป็นแบบนี้ก็เพราะว่ามันเป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ และเนื่องจากว่ามันมีวงโคจรที่อยู่ใกล้กับดาวฤกษืเป็นเป็นอน่างมากมันใช้เวลาเพียง 1.8 วัน บนโลกในการหมุนรอบตัวเอง และโคจรรอบๆ ดาวฤกษ์ 1 รอบ นั้น

ทำให้มันโคจรรอบดาวฤกษ์โดยที่หันด้านเดียวเข้าหากันเสมอ แบบเดียวกับที่ดวงจันทรืหันเพียงรอบเดียวหันเข้าหาโลกของเรา ดวงความที่ใกล้ในระดับนี้ทำให้อุณหภูมิด้านที่หันเข้าหาดาวฤกษ์พุ่งไปถึง 2,400 องศาเซลเซียส และอีกด้วนที่หันเข้าสู่ความมืดในยามราตรีนิรัน ก็มีอุณหภูมิเพียง 1,000 องศาเซลเซียสด้วยกัน

อย่างไรก็ตามดาวเคราะห์นอกระบบดวงนี้ไม่ใช่ดาวเคราะหืเพียงดวงเดียวที่มีสภาพอากาศที่ไม่เป็นมิตรต่อการที่จะมีสิางมีชีวิตอาศัยอยู่ อย่างที่เราได้กล่าวไปเบื้องต้นว่ามีดาวเคราะห์ต่างๆ มากมาย ที่มีฝนตกเหมือนกับดลกของเราแต่ฝนที่ตกลงมานั้นไม่ได้เป็นหยดน้ำอย่างที่เราคุ้นเคยกัน แต่มันจะเป็นแร่ธาตุอัญมณี หรืออะไรอีกต่างๆ มากมาย ซึ่งเราก็อยากให้ทุกคนลองไปศึกษากันดู

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  dewabet

มนุษย์จะสูญพันธุ์เพราะดวงอาทิตย์ขยายตัว

สิ่งมีชีวิตทุกอย่างไม่ว่าเป็นมนุษย์ สัตว์ หรืออะไรแล้วแต่ เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องมีวันที่ดับสูญหายไป แต่คุณจะเคยคิดหรือไม่ว่า วันหนึ่งมันอาจจะหายไปโดยไม่สามารถกลับมาได้อีก อย่างการสูญพันธุ์ สิ่งมีชีวิตบนโลกเรานั้นมีหลายอย่างที่สูญพันธุ์ไปอย่างไม่มีวันกลับมาอย่างเช่น ไดโนเสาร์ ที่มีทฤษฎีที่ว่ามันไม่สามารถอยู่รอดในสิ่งแวดที่เปลี่ยนไปได้ และเพราะมีอุกกาบาตพุ่งชนโลก

ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตในยุคนั้นเหลือรอด เช่นเดียวกันกับสิ่งชีวิตในปัจจุบันนี้ ที่ในอนาคตนั้นไม่มีความแน่นอน ว่าเราจะสามารถดำรงอยู่สิ่งแวดล้อมที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปได้หรือไม่ นอกจากนี้แล้วสาเหตุของการสูญพันธุ์นั้นไม่ได้มาจากสิ่งแวดล้อมภายในโลกอย่าง แต่อาจจะเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดจากโลกได้เช่นกัน

อย่างในบทความนี้ที่เรากำลังจะมาพูดถึงการสูญพันธุ์ของมนุษย์โลกจาก ดวงอาทิตย์ บางคนมีความคิดว่าดวงอาทิตย์นั้นก็เหมือนไฟ ยิ่งร้อนมันก็เหมือนยิ่งเผาตัวเอง ท้ายที่สุดแล้ววันหนึ่งมันอาจจะเล็กลงและดับไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทุกอย่างมันตรงกันข้ามไปหมด ในทางกลับกันยิ่งดวงอาทิตย์มีอายุมากขึ้นเท่าไหร่ มันก็จะมีขนาดที่ขยายใหญ่มากขึ้นไปเรื่อยๆ

และในเวลาต่อมาเราจะเรียกมันว่า ดาวยักษ์แดง แต่ดาวยักษ์แดงนี้จะมีอุณหภูมิที่น้อยกว่าดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อยๆตามการขยายของมัน เพราะขนาดที่ขยายของมันนั้นจะสามารถกลืนกินพื้นที่ไปจนถึงดูดกลืนดาวพุธและดาวศุกร์ได้เลย จนมันเริ่มเข้ามาใกล้โลกมากขึ้น หากเป็นเช่นนั้นสิ่งที่ตามมาบนโลกก็คือ พื้นดินบนโลกจะถูกเผา น้ำจะถูกระเหยหายไปจนหมด สิ่งมีชีวิตจะถูกเผาไหม้ไปด้วย หรือบางทีโลกของเรา

ก็จะถูกดาวยักษ์กลืนกินไปด้วย แต่ว่ากันว่ามนุษย์อย่างเราในปัจจุบันคงจะไม่มีโอกาสได้เจอกับเหตุการณ์เหล่านี้ เพราะกว่าที่ดวงอาทิตย์นั้นจะกลายเป็นดาวยักษ์แดงมันต้องใช้ระยะไม่น้อยเลยทีเดียว ประมาณ 2,000-3,000 ล้านปีเลยก็ว่าได้ ซึ่งการสันนิฐานเรื่องนี้มันสามารถเป็นไปได้อย่างมาก เนื่องจากทางนักวิจัยด้านดาราศาสตร์เอง

ก็ได้ทำการสังเกตดวงอาทิตย์มาเป็นเวลานาน และค้นพบว่าดวงอาทิตย์นั้นมีขนาดที่ขยายให้ใหญ่ขึ้นจริงๆ จึงมีความเป็นไปได้ว่าสิ่งที่ได้มีการสันนิฐานว่าในอนาคตนั้นมันจะใหญ่ขึ้นจนกินพื้นที่ทั้งหมดของระบบสุริยะ จนไม่เหลือดาวเคราะห์ดวงไหนเอาไว้เลยรวมกระทั่งโลกของเราด้วย ซึ่งเหตุการณ์การขยายตัวของดวงอาทิตย์ก็ถือว่าเป็นอีกสาเหตุหนึ่งได้เช่นกัน ที่จะทำให้มนุษย์นั้นสูญพันธุ์หายไปจากโลกใบนี้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  huaydee

ระบบขนส่งความเร็วสูงแห่งอนาคต

ในปัจจุบันนี้ถือได้ว่าเทคโนโลยีของโลกเรานั้นก้าวไกลมาอย่างมาก ถ้าหากให้ลองเปรียบเทียบกับยุคก่อนที่ผ่าน ซึ่งได้มีการพัฒนาตลอดอย่างที่เห็น และอีกหนึ่งสิ่งที่เป็นเหมือนสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์บนโลกนั้นก็คือ ยานพาหะที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ในจำนวนที่มากอย่างที่เราทราบกันดีนั้นก็คือ รถไฟ สมัยก่อนนั้นการเดินทางด้วยรถไฟถือว่าสะดวก และรวดเร็วที่สุดเลยก็ว่าได้

ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีการพัฒนามาเป็นรถไฟฟ้า และรถไฟใต้ดินที่ความเร็วเพิ่มมากขึ้น ตอบโจทย์เป็นอย่างมากในปัจจุบันที่เราอยู่ในยุคแห่งความเร่งรีบและแข็งขันกับเวลา แต่อย่างไรนั้นรถไฟฟ้า และรถไฟใต้ดินก็เป็นเพียงการเดินทานระยะสั้นๆเท่านั้น ในส่วนของรถไฟรางเองนั้นถึงแม้จะสามารถเดินทางได้ไกล แต่ก็ยังระยะเวลานาน แต่เพราะเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นนั้น

ได้มีโครงการระบบขนส่งความเร็วสูงแห่งอนาคตขึ้น หรือ Hyperloop เกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้การเดินทางระหว่างเมืองใหญ่ได้เพียงแค่ชั่วอึดใจเท่านั้น ปัจจุบันในแวดวงของการวิศวะด้านการขนส่งระดับโลก ได้กำลังเข้าใกล้เทคโนโลยีการขนส่งแบบใหม่ ซึ่งเป็นระบบขับเคลื่อนด้วยความเร็วในระบบแคปซูน ผ่านท่ออุโมงค์สุญญากาศที่มีขนาดใหญ่

ซึ่งแคปซูนนี้จะสิ่งด้วยความเร็วสูงสุดถึง 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว โดยจะใช้เทคโนโลยีด้วยตัวรถถูกยกขึ้นจากรางด้วยแรงแม่เหล็ก และเคลื่อนที่ไปข้างหน้าโดยไม่เกิดแรงเสียดท้านระหว่างตัวรถกับตัวราง จะทำให้รถไฟฟ้าขนส่งความเร็วสูงนี้มีความเร็วมากกว่าเครื่องบิน และมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าเครื่องบินถึง 5 เท่า ปัจจุบันนี้ Hyperloop ได้

เริ่มมีการทดลองและเตรียมการวางแผนที่จะสร้างอย่างจริงจังไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเริ่มที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับ ที่อยู่ภายใต้โครงการที่มีชื่อว่า Hyperloop-One ของบริษัทเวอร์จิ้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าเราจะได้เห็นระบบการขนส่งความเร็วสูงระยะสั้น ที่จะช่วยในการเคลื่อนย้ายสินค้า และขนส่งผู้โดยสารได้สำเร็จในอีก 5-6 ปีหลังจากนี้ แล้ว

ถ้าหากว่าการทดลองนี้เป็นไปได้อย่างสำเร็จไม่มีปัญหาใดๆ ก็จะทำเทคโนโลยีนั้นถูกพัฒนาขึ้นเป็นระบบการขนส่งความเร็วสูงแบบระยะไกล ต่อไปเราอาจะสามารถเดินทางข้ามประเทศโดยไม่ต้องอาศัยเครื่องบินแล้วก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน แต่อย่างที่ได้กล่าวไปนั้นว่าโครงการนี้ยังอยู่ในการเตรียมวางแผน เข้าขั้นตอนทดลอง ซึ่งยังไม่มีผลสรุปออกมาว่าจะสามารถเกิดขึ้นจริงได้

ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่ามันจะสามารถเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ความว่าถ้าในระยะเวลา 5-10 ปีนี้โครงการไม่สำเร็จ ตราบใดที่เทคโนโลยียังมีการพัฒนาอยู่เสมอ Hyperloop เองนี้ก็มีความเป็นไปได้สูงเช่นเดียวกัน

 

สนับสนุนโดย    คาสิโนสด

ภาวะโลกร้อนปัญหาพื้นฐานที่จะทำลายล้างมนุษย์

อากาศร้อนถือว่าเป็นอีกหนึ่งฤดูที่หลายๆ ประเทศจะต้องพบเจอกันอยู่แล้ว แต่แปลกนะว่าหรือไม่ที่ปัจจุบันโลกของเรานั้นร้อนเพิ่มมากขึ้นจากแต่ก่อน หากย้อนไปเมื่อ 10 กว่าปีที่ว่าอากาศร้อนก็ยังสู้อากาศที่ร้อนในตอนนี้เลยไม่ได้เสียด้วยซ้ำ ตามหลักของวิทยาศาสตร์แล้วนั้นเป็นเพราะว่าโลกของเราเองนั้นก็มีอุณหภูมิความเป็นของตัวมันเอง เพราะใต้เปลือกร้อนลึกลงไปนั้นมีความกดอากาศที่ต่ำมาก

ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่โลกของเรามีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง เราจึงหนีไม่พ้นอุณหภูมิความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้อย่างแน่นอน แต่มันก็ยังไม่สำคัญเท่ากับการกระทำของมนุษย์เสียหรอก รู้หรือไม่ว่ามนุษย์โลกนี่แหละที่กำลังทำให้โลกร้อนเพิ่มมากขึ้น บางคนอาจจะคิดว่าการที่โลกนั้นคงไม่เป็นอะไรหรอก

แต่ในความจริงได้มีผู้ที่ล้มป่วยและเสียชีวิตโดยมีสาเหตุเพราะทนต่อสภาพความร้อนไม่ไหว ทำให้มีการวิจัยและสันนิฐานออกว่า สภาวะโลกร้อน สามารถฆ่าคนได้ ถือว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ทั่วโลกให้ความสำคัญในการแก้ไข เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ภาวะก๊าซเรือนกระจก ที่ลอยขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศจนทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น

ส่งผลต่อโลกหลายๆ ด้านเช่น น้ำแข็งขั้วโลกละลายจนทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น สิ่งมีชีวิตบางเผ่าพันธุต้องย้ายถิ่นฐานและหาแหล่งที่อยู่อาศัยใหม่ ในบางพื้นที่ของโลกจะแห้งแล้งหนักมากขึ้น ฤดูร้อนจะมีระยะเวลาที่ยาวนานมากขึ้นและฤดูหนาวนั้นจะมีระยะเวลาที่สั้นลง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อมนุษย์และระบบนิเวศ

โดยเฉพาะประชากรในเขตเมืองหนาวที่ไม่คุ้นชินกับอากาศที่ร้อนเพิ่มขึ้น ทำให้ปรับสภาพร่างกายไม่ทัน และไหนยังสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงยังส่งผลต่อการเพาะปลูกของมนุษย์อีกด้วย ซึ่งเท่ากับว่าเราจะขาดแคลนอาหารในเวลาต่อมา และด้วยปัญหาของการที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นนั้นจะส่งผลทำให้พื้นแผ่นดินบางส่วนจะถูกจมลงไปใต้น้ำ

ทำให้ที่อยู่อาศัยของมนุษย์นั้นถูกจำกัดพื้นที่เพิ่มมากขึ้น ภาวะโลกร้อนหลายคนจึงมองว่าเป็นแสงแดดและมักจะโทษดวงอาทิตย์อยู่เสมอ ซึ่งในความเป็นจริงดวงอาทิตย์นั้นมีอุณหภูมิคงที่ของมันและยิ่งมันมีอายุมากขึ้นอุณหภูมิของมันก็จะยิ่งต่ำลง แต่ที่เรามักจะบอกว่าดวงอาทิตย์ร้อนนั้นเป็นเพราะชั้นบรรยากาศของโลกเกิดความแปรปรวน

ทำให้การไกลเวียนของชั้นบรรยากาศนั้นล้อมเหลวนั้นเอง แล้วสาเหตุนี้เราจะโทษใครได้ถ้าไม่ใช่การกระของมนุษย์อย่างพวกเรานั้นแหละ ที่ส่งผลทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนอย่างถ่องแท้

หากโลกหยุดหมุน โลกจะเหมือนดาวพุธ

ถ้าโลกหยุดหมุนรอบตัวเอง โลกจะเป็นอย่างไร? มีใครเคยตั้งคำถามนี้กับตัวเองหรือไม่ ซึ่งในทางของวิทยาศาสตร์เองก็ไม่สามารถที่จะหาคำตอบในเรื่องนี้ได้เช่นเดียวกันว่า แท้จริงแล้วการหมุนของโลกนั้นส่งผลในทางด้านใดบ้าง แต่เป็นสิ่งที่แน่ยัดและได้รับการยืนยันแล้ว ว่าเรื่องการหมุนรอบตัวเองของโลกนั้นมีผลต่อเรื่องของเวลาโดยตรง และปรากฏการณ์ต่างๆ ต้องขอบอกก่อนเลยในเรื่องของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงข้อสันนิฐานที่องค์กร NASA ได้สันนิฐานไว้เพียงเท่านั้น ไม่ได้บอกว่ามันจะเกิดขึ้นจริง อย่างการที่มนุษย์เราจะลอยขึ้นสู่อากาศ และไม่ใช่แค่มนุษย์เพียงเท่านั้น

ยังรวมไปถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆและสิ่งของต่างๆที่อยู่พื้นก็ลอยขึ้นมา ตามมาด้วยแรงเหวี่ยงอย่างรวดเร็ว และเกิดลมพายุที่รุนแรง การที่โลกหยุดหมุนรอบตัวเองจะส่งผลให้พลังงานบนโลกมีความแปรปรวน ทำให้ระดับน้ำในทะเลและในมหาสมุทรสูงเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ

และที่ได้บอกไปว่ามันเกี่ยวข้องกับเรื่องเวลาโดยตรงนั้นก็มีส่วนที่จะทำให้เวลาบนโลกเดินช้าลง ซึ่งปกติแล้วเวลาบนโลกนั้นคือ 1 วัน เท่ากับ 24 ชั่วโมง แต่เมื่อโลกหยุดหมุนรอบตัวเองเวลาเองก็เปลี่ยนไปด้วยจะกลายเป็นว่า 1 วัน เท่ากับ 365 วันเลยทีเดียว ทั้งยังทำให้น้ำที่ตรงกับเส้นศูนย์สูตรสูงขึ้นมากินพื้นที่แผ่นดิน ทำให้แผ่นทุกแยกออกเป็น 2 ฝั่ง

ไปทางขั้วโลกและขั้วโลกใต้ ทำให้โลกเปลี่ยนการเรียกทวีปให้เหลือแค่ 2 ทวีปนั้นก็คือ ทวีปเหนือ และ ทวีปใต้ ในส่วนของสภาพอากาศฤดูกาลเองก็เปลี่ยนแปลง โลกจะเหลือแค่ 2 ฤดูเท่านั้นคือ ฤดูร้อน บ ฤดูหนาว ที่ระยะเวลา 6 เดือนเต็มเท่าๆกัน และอีกหนึ่งผลกระทบที่ในบทความนี้ได้นำมาเสนอนั้นก็คือ การที่โลกจะเปลี่ยนแปลงเหมือนกับดาวพุธ

นั้นก็คือโลกจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งโดยชัดเจน ฝั่งร้อน และ ฝั่งหนาว แน่นอนว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดนั้นเป็นโลกหยุดหมุนแล้ว ฝั่งที่ร้อนก็จะร้อนตลอดไป สว่างตลอดไป และร้อยเพิ่มมากขึ้น ในส่วนอีกฝั่งก็มืดสนิท ไม่มีวันได้สัมผัสกับแสงสว่างและความร้อน เพราะจะมีแต่อาการหนาวและจะหนาวมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

อย่างไรแล้วอย่างที่ได้กล่าวไปทั้งหมดคือข้อสันนิฐานจากองค์กร NASA ที่มีการวิเคราะห์ตามหลักทฤษฎีต่างๆที่น่าจะมีผลต่อการหมุนของโลก ซึ่งเหตุการณ์อาจจะมีความเป็นไปได้แต่คงไม่ใช่เวลานี้ อาจจะต้องใช้เวลานานถึงหลายล้านพันปีเลยก็เป็นได้ เราที่อยู่ในปัจจุบันเองก็คงไม่มีทางได้เห็นอย่างแน่นอน แต่ในอนาคตถ้าหากว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ ก็เพียงแต่หวังว่าเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้ามากกว่านี้ เพื่อเตรียมรับมือกับเหตุการณ์เหล่านี้ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  รหัสคูปอง rb88