Category Archive : วิทยาศาสตร์

วิธีทำจรวดขวดน้ำแบบง่าย

การทำจรวดขวดน้ำแบบง่ายโดยมีวิธีดังนี้

เราจะใช้ขวดน้ำเพชรขนาด500 มล.เป็นขวดขนาดเล็กซึ่งมันจะใช้ขวดทั้งหมด2ขวดอีก1ขวดไม่จำเป็นจะต้องเป็นขวดน้ำอัดลมเพราะมันไม่ต้องรับแรงลมอากาศจะใช้เป็นขวดอะไรก็ได้ซึ่งเราจะเอามาใช้สวมใส่ทางด้านหัวจากนั้นเรานำเอามาตัดส่วนด้านหัวออกก่อนจากนั้นเราก็ต้องตัดให้เป็นแนวเส้นตรงเพราะเวลาที่ติดลงไปที่ขวดนั้นมันจะได้ตรงจากนั้นก็นำขวดที่เป็นลำตัวและตัดพาลสติดออกระวังมือกันหน่อยเพราะอาจจะโดนมีดบาดเอาได้และอย่าทำให้ตัวขวดลำตัวนั้นรั่ว

เพราะจะเราจะต้องอัดแรงดันของอากาศเข้าไปในลำตัวจากนั้นให้นำเอากระกาษทรายมาขัดตรงที่ไกล้บริเวณปากขวดที่ต้องขัดเพราะเราจะต้องติดหางของจรวดตรงที่บริเวณนั้นจากนั้นเราก็จะใช้พลาสติกลูกฟูกหรือที่เรียกว่าฟิวเจอร์บอร์ดจากนั้นเราก็จะต้องเอามาตัดให้มันเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาด4ชิ้นด้วยกัน

อาจจะต้องวัดขนาดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส7×7เซนติเมตรจำนวน2รูปต้องค่อยๆวัดต้องวัดให้มันได้ฉากขนาด7เซนติเมตรจากนั้นเราก็ตัดออกมาเป็น2ชิ้นและตัดแบ่งครึ่งให้มันกลายเป็นสามเหลี่ยมมุมฉากและใช้มีดผ่าครึ่งอีกทีเพื่อที่จะแยกเอาออกมาติดกาวและติดไปที่ลำตัวของจรวดแยกออกมาข้างละ1เซนติเมตรตัดให้ครบทั้ง4ชิ้น

พอเราได้ทั้งหมด4ชิ้นแล้วก็จะนำเอามาติดกาวและเราจะต้องมาวัดที่ลำตัวความยาวของขวดสมมุติว่าได้20เซนเราก็จะทำเครื่องหมายเอาไว้เพื่อจะทำการติดฟิวเจอร์บอร์ดจากนั้นให้ติดกาวที่ตัวแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดทั้ง4ชิ้นและก็ทากาวที่ตัวขวดที่ทำเครื่องหมายเอาไว้ทั้ง4เส้นเพื่อให้กาวนั้นมันติดแน่นขึ้นและเวลาติดก็จะต้องดูให้มันขนานกัน

จากนั้นให้ใช้เทปกาวติดลงไปที่ตัวฟิวเจอร์บอร์ดที่เราติดไปเมื่อสักคู่นี้ข้างละหนึ่งเส้นจากนั้นเรากก็จะมาวัดความยาวของตัวจรวดโดยสวมส่วนตัวลงไปก่อนสมมุติได้ความยาวประมาณ25เซนเราะใช้ประมาณ12เซนติเมตรเป็นตำแหน่งที่ได้วัดมาจากส่วนหัวของจรวดบริเวณจุด12เซนติเมตร

จะเป็นจุดศูนย์ถ่วงของจรวดของเราเมื่อวัดได้แล้วก็จะใส่ดินน้ำมันลงไปดันให้ดินน้ำมันนั้นแน่นยิ่งแน่นเท่าไหร่ยิ่งดีเพื่อไม่ให้ดินน้ำมันนั้นหลุดออกมาจากนั้นก็สวมเข้าไปที่ลำตัวและวัดจุดศูนย์ถ่วงอีกทีเพื่อที่จะให้ได้น้ำหนักที่เท่ากันพอวัดให้มันสมดุลแล้วก็จะนำกระดาษมันขัดที่ลำตัวเพื่อที่จะได้ติดกาวจากนั้นเราก็จะเติมน้ำลงไปประมาณ1ส่วน3

การค้บพบของนักบรรพชีวินวิทยา

ในตลอดปี ค.ศ2019ที่ผ่านมาแวดวงบรรพชีวินวิทยาก็ได้มีการขุดค้นพบหลักฐานที่สำคัญอยู่บนโลกมนุษย์ของเราและได้มีการขุดพบมากขึ้นในอดีตขอเรามากขึ้นเรื่อยๆไม่ว่าจะเป็นการค้นพบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่และสาเหตุของการสูญพันธุ์ขอสิ่งมีชีวิตนั้นๆซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมารับชมสิ่งที่บรรพชีวินวิทยาได้มีการค้นพบในปีค.ศ2019

ซึ่งในปีนี้นักบรรพชีวินวิทยาจะมีการค้นพบอะไรบ้างเดียวเรามาดูกัน

มีการค้นพบน นกแก้ว ดึกดำบรรพ์ยักษ์ที่นิวซีแลนด์

ทีมนักชีวินวิทยาจากประเทศออสเตรียและนิวซีแลนด์ก็ได้ศึกษาโครงกระดูกกลางของนกดึกดำบรรพ์ในอันดับนกแก้วที่มีชื่อว่า Heracles inexpectatus  ซึ่งได้ถูกค้นพบในเขตโอทาโกประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งจะมีอายุราวๆประมาณ20 23ล้านปีกระดูกขาชิ้นนี้เมื่อได้นำเอามาคำนวนน้ำหนักของเจ้าของกระดูกเดิมได้น้ำหนักถึงประมาณ7กิโลกรัม

การคับพบนี้ถือว่าเป็นหลักฐานฟอซซิลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ได้มีการปรากฏขึ้นบนโลกและยังบ่งบอกถึงความอถุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์และผลไม้บนเกาะนิวซีแลนด์ในช่วงเมื่อ20ล้านปีก่อน

คันพบมนุษย์โบราณสายพันธุ์ใหม่  ที่เกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์

ทีมนักชีวินวิทยาของออสเตรียได้ค้นพบกระดูกฝาเท้าของมนุษย์ทีมีอายุมากกว่า61,000ปีภายในถ้ำCallao Cavemk ในทางตอนเหนื่อยของเกาะลูซอนประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นหลักฐานที่มีความเก่าแก่มากที่สุดที่ได้มีการอาศัยอยู่ของมนุษย์ในหมู่เกาะฟิลิปปินส์และในล่าสุดทีมนักบรรพชีวินวิทยาฝรั่งเศษและออสเตรียได้เปิดเผยสำหรับการค้นพบชิ้นส่วนของฝันจากชั้นตระกอนเดียวกันที่ได้ค้นพบกระดูกฝาเท้าภายในถ้ำ Callao Cavemk

พวกเขาก็ได้ค้นพบลักษณะของฝันนั้นแตกต่างไปจากมนุษย์ สกุนโฮโม และสายพันธุ์อื่นๆและฝันดังกล่าวก็จะมีลักษณะกลึ่งกลางระหว่างมนุษย์โบราณและมนุษย์ในปัจจุบันพวกเขาก็จึงได้ตั้งชื่อให้กับมนุษย์โบราณสายพันธุ์นี้ว่าHomo Luzonensisนอกจากนั้นทีมนักวิจัยมีความเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่มนุษย์สายพันธุ์นี้จะมาถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์ประมาณ700,000ปี

ที่ผ่านมาจากการที่ได้มีการค้นพบเครื่องมือหินในชั้นตระกอนที่ได้มีอายุเก่าแก่การค้บพบมนุษย์ลูซอนนี้ก้ได้สร้างความตลึงให้กับวงการวิทยาศาสตร์และโบราณคดีเนื่องจากฟอซซิลที่ได้มีการค้นพบถือได้ว่าเป็นหลักฐานชิ้นแรกของการปรากฏของมนุษย์โบราณสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่มีใครคนไหนนั้นสามารถจะพบเห็นได้

หรือไม่เคยได้เห็นมาก่อนในทวีปตะวันออกเฉียงใต้และก็ได้ทำให้หมู่เกาะในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือได้ว่าเป็นแหล่งสำคัญวิวัฒนาการของบรรพบุรุษเราที่จะต้องศึกษาวิจัยกันต่อไปในอานาคต

ซากฟอซซิลและถ้ำน้ำแข็งยักษ์

สำหับเรื่องราวเหล่านี้ที่มันยังเป็นปริศนาที่ทำให้เหล่นักวิทยาศาสตร์จะต้อสงสัยกัน เนื่องจากสิ่งพวกนี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรละต้องทำให้นักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์หลายคนจะต้องมึนหัวไปตามๆกันเพราะยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่ามันเกิดข้นมาได้อย่างไรกับสิ่งที่ได้ค้นพบนี้

ถ้ำน้ำแข็งยักษ์

สิ่งเหล่านี้ใครเขาจะไปคิดล่ะว่าการที่น้ำแข็งนั้นได้ละลายอย่างรวดเร็วมันจะนำไปสู่การค้นพบที่สุดแปลกตาและสุดมหัศจรรย์กับเขาได้ด้วยโดยในปี2012เรด้าของนาซ่าก้ได้พบว่าทานน้ำแข็งนั้นได้ยุบตัวลงเร็วอย่างผิดปกติและนักวิจัยก็ได้ลงพื้นที่สำรวจก็จะต้องอ้าปากค้างเพราะในใต้น้ำแข็งสีขาวโพล่ได้มีถ้ำที่มีขนาดใหญ่ซ่อยอยู่จริงๆและสวยงามแปลกตาเอามากๆเนื่องจากเพดานถ้ำเหมือนเดิมสีน้ำเงินที่ได้เกินมาจากชั้นน้ำแข็งกั้นน้ำภายนอกเอาไว้และเมื่อได้เข้าไปข้างด้านในนั้นก็จะพบเห็นว่าภายในถ้ำจะมีอุณหภูมิ25องศาเซลเซียส

ซึ่งมันได้อุ่นกว่าข้างนอกมากมันอาจจะเป็นเพราะว่าในถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำที่อยู่ในแนวภูเขาไฟและได้มีอุณหภูมิสูงนอกจากนี้มันก็อาจจะเป็นไปได้ว่ามันจะมีสิ่งที่มรชีวิตอาศัยอยู่เนื่องจากในตัวอย่างดินได้มีร่องรอยของดีเอนเอคล้ายกับสาหร่ายมอสและสัตว์ที่มีขนาดเล็ก ซึ่งมันก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่นักวิจัยก็เชื่อว่ามันอาจจะมีพืชและสัตว์ชนิดใหม่ๆอาศัยอยู่ก็เป็นได้ถ้าน้ำแข็งละลายจนเรด้านั้นจับไม่ได้ล่ะก็เราก็คงจะไม่ได้เห็นอะไรที่ดีๆแบบนี้

ซากฟอซซิลพืชเขตร้อน

พืชเขตร้อนจำพวกต้นปาล์มนี้หรอ มันจะมีอยู่บนทวีปที่มันเต็มไปด้วยเทือกน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาได้อย่างไร ซึ่งมันฟังดูชั่งหน้าเหลือเชื่อใช่ไหมแต่ก็มีการค้นพบหลักฐานที่น่าจะบ่งบอกว่าในอดีตบริเวณนี้ได้ถูกปกคลุมด้วยป่าจริงๆเนื่องขจากการค้นพบร่องรอยฟอซซิลของพืชเขตร้อนที่นี้จากหลักฐานที่ได้มัดตัวขนาดนี้ ซึ่งมันทำให้เชื่อได้ว่าบริเวณนี้มันเคยเป็นป่าดงดิบและได้มีอากาศที่อบอุ่นมากก่อนหากคุณไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วล่ะเพราะจะต้องยอมจำนนต่อหลักฐานแต่สิ่งที่มันน่าสนใจอย่างสุดๆ

ก็คือต้นไม้เหล่านี้ดำรงมีชีวิตอยู่กันได้อย่างไรในทวีปที่มีแต่ความมืดมิดเป็นเวลานานหลายเดือนแต่จะอย่างไงเรื่องนี้มันก็จะเป็นแค่เพียงในอดีตเพราะในช่วงในเวลาที่มันอุดมสมบูรณ์แบบนั้นมันก็ได้สิ้นสุดลงเมื่อเวลาประมาณ251ล้านปีก่อนและที่มันจะต้องเหลือแค่เพียงซากมันก็จะเป็นเพราะสภาพอากาศที่แปลปวนมันจึงทำให้ป่าและสัตว์ที่มีชีววิตต่างๆได้สูญพันธ์ไปจนเกือบหมดสิ้นหลงเหลือทิ้งเอาไว้ก็แต่ซากของฟอซซิลเอาไว้ให้ดูเพียงต่างหน้าเท่านั้น

ซากฟอลซิลที่นักวิทยาศาสตร์จะต้อง งง

จากทีมนักวิทยาศาสตร์ก็ได้มาการขุดค้นพอเจอซากฟอสซิลที่ได้มีอายุราวๆเป็นล้านๆปีมาแล้วแต่มันก็ยังไม่หายสาบสูญไปไหนยังคงทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้ไขปริศนากันอยู่และที่สำคัญซากเหล่านี้มันเกิดหลงเหลือมาถึงตอนนี้ได้อย่างไร

ฟอสซิลสัตว์ทะเล

ถ้าคิดว่าฟอสซิลของงสัตว์ทะเลที่ว่ามานี้จะเป็นกุ้งหอยปูปลาแล้วละก็ต้องขอบอกเลยว่าผิดขนาดเพราะเจ้าฟอสซิลที่ว่านี้มันเป็นฟอสซิลของอีลาสโมซอรัสเป็นสัตว์เลื้อยคานที่มีขนาดใหญ่ได้ถูกฝังเอาไว้ที่แอนตาร์กติกาโดยมันมีความยาวประมาณ12เมตรและมันมีน้ำหนักที่เกือบถึง15ตันเลยทีเดียวแต่จะว่าไปส่วนที่ยาวที่สุดในลำตัวของมันก็คือส่วนคอของมันแน่นอนแล้วล่ะว่าเจ้าอีลาสโมซอรัสตัวนี้เป็นสัตว์ยุคเดียวกันกับไดโนเสาร์ซึ่งโดยซากดึกดําบรรพ์นี้จัดได้ว่ามันเป็นซากที่สมบูรณ์ที่สุดที่เคยค้นพบมาเลยทีเดียวแต่จะว่าไปแล้วไม่ใช่สัตว์ทุกตัวที่มันตายจะได้รับเกียรติให้มีซากฟอสซิล

เนื่องจากที่ได้มีเศษซากฟอสซิลเป็นของตัวเองมันจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายๆเลยเพราะโดยปกติเวลาที่สิ่งมีชีวิตได้ตายลงก็จะถูกย่อยสะลายไปจนหมดดังนั้นการเกิดฟอสซิลจะต้องมีปัจจัยที่เหมาะสมจึงจะผ่านการเวลามานานนับล้านปีให้เรานั้นได้เห็นมันอีกครั้งนี่ถ้าไม่ได้อยู่แอนตาร์กติกาเราก็คงไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นมันอย่างแน่นอน

หุบเขาที่แห้งแล้ง

สำหรับสิ่งนี้มันก็ได้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่ได้พบเห็นอย่างไม่น้อยและใครจะไปคิดล่ะว่าแอนตาร์กติกาที่มันคววรจะมีน้ำแข็งเต็มพื้นที่มันจะมีจุดที่น้ำแข็งนั้นเข้าไม่ถึงได้ด้วยถึงแม้ว่าหุบเขาที่ว่ามันจะไม่ได้อยู่ที่น้ำแข็งโดยตรงแต่สำหรับความแห้งแล้งของมันก็ได้ทำให้คนที่เห็นได้มีความมึนงงกันอยู่ดีทำไมมันเป็นอย่างนี่ได้ล่ะนั้นมันก็เป็นเพราะว่าตรงพื้นที่ของพื้นที่ของแม็กซ์มือโดเกิดจากสายลมที่ได้พัดลงเขาจึงได้ทำให้ความชื้นนั้นได้หายไปจนหมดเหลือเพียงแต่ก้อนก้อน กรวดและออกทรายของเหล็กหรือที่เรียกกันว่าสนิม

จึงทำให้น้ำตกบริเวณนั้นได้มีสีที่เหมือนเลือดและไม่มีสิ่งที่มีชีวิตได้เข้ามาอาศัยอยู่เลยสักตัวยกเว้นแบคทีเรียบางชนิดเท่านั้น ซึ่งกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ได้พบที่นี่เข้าเมื่อในปี1903และได้นำเอาไปเปรียบเทียบกับดาวอังคารและก็คิดว่าหากที่นี้นั้นมีสิ่งที่มีชีวิตอยู่รอดได้ที่ดาวอังคารมันก็อาจจะมีได้เหมือนกันและถ้าพื้นที่ตรนี้จะแตกต่างกันอย่างสุดขั่วขนาดนี้เชื่อแล้วล่ะว่าบนโลกใบนี้ยังมีอะไรให้ค้นหาอีกมากมายเลยจริงๆ

เชื่อไหมว่า… ซอฟต์แวร์คือวิทยาศาสตร์

หลายคนคงเคยได้ยินผมพูดว่าซอฟต์แวร์เป็นศิลปะ ซึ่งในวันนี้ผมจะบอกว่าซอฟต์แวร์นั้นก็คือวิทยาศาสตร์เช่นกัน สำหรับการสร้างซอฟต์แวร์ที่ยอดเยี่ยมซึ่งนั้นมันเป็นทั้งศาสตร์และสามารถเป็นทั้งศิลป์เลยนะ

หากมีการย้อนเวลากลับไปยังยุคสมัยที่มีการเรียนวิทยาศาสตร์อยู่นั้น ซึ่งพวกเรานั้นจะเรียนและเป็นการทดลองเพียงเท่านั้นนอกจากทดลองก็น่าจะเป็นเก็บผลลัพธ์และเป็นการปรับปรุง โดยสมัยนันจะเรียนไปและจะต้องตั้งสมมุติฐานไปด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าน้ำที่มีการเดือดอยู่ที่ 100 องศานั้น หรืออาจจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของแอปเปิ้ลที่มีการตกลงสู่พื้นเพราะอาจจะเกิดจากแรงดึงดูดก็ตามโดยทั้งหมดเหล่านั้นก็คือสมมติฐานนั่นเอง และสิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายจะต้อทำการพิสูจน์นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้วิวัฒนาการก็เลยเกิดขึ้นเนื่องบุคคลที่มีการตั้งสมมติฐานนั่นเองที่มีความต่างไปจากเดิมข้อสมมติที่ท้าทายกฎเกณฑ์เก่าที่มีมาก่อนสมมติฐานที่อยู่สุดขอบขององค์วิชาความรู้ทั้งหมด ซึ่งนั้นก็คือสิ่งที่เหล่านักวิทยาศาตร์ส่วนใหญ่ที่เขาทำกันทั้งๆที่พวกเค้าทราบเต็มอกว่าโอกาสที่จะล้มเหลวนั้นสูงลิบลิ่วแต่ว่าพวกเค้าต้องการไปถึงในพื้นที่ที่ไม่เคยมีคนไหนไปถึงมาก่อน

เรานักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะศึกษาอะไรจากประเด็นนี้ได้บ้างผมเคยมีความคิดเช่นนี้นะครับ สำหรับการเริ่มต้นเราควรที่จะตั้งสมมติฐานเสียก่อน อาจจะเป็นอะไรเก่าๆหรืออาจจะเป็นสิ่งที่เคยทำต่อกันมา ด้วยวิธีหลักการที่มองจากคู่แข่งด้วยเป็นการทำแค่ตามคำสั่งของลูกค้าที่สั่งมาเพียงเท่านั้นหรืออาจจจะมองหาสิ่งใหม่ๆเพื่อเป็นแรงผลักดันก็ได้ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นความคิดที่มาจากองค์กรณ์ที่มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับมันพวกเรามองหาวิถีทางเพื่อเริ่มเดินทางไปยังพื้นที่ที่แตกต่างกันซึ่งยังไม่มีใครที่จะเคยไปถึงเลยเราเตรียมใจพร้อมรับความผิดหวังเพื่อแลกมากับวิวัฒนาการที่งดงาม … ทุกวันนี้เราตั้งสมมติฐานแบบไหนกัน

และทั้งหมดนี้ก็คือประเด็ดหลักที่ผมนั้นมีความคิดว่าซอฟต์แวร์คือวิทยาศาสตร์นั่นเอง เพราะว่าคนสร้างมันคือนักวิทยาศาสตร์ผู้ที่มีความหลงไหลที่เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ สำหรับในการทดลองพวกเรานั้นก็คือนักวิทยาศาสตร์ผู้กล้าคิดและกล้าที่จะท้าทายสมมติฐานเดิม เราคือนักวิทยาศาสตร์ด้วยการมองเห็นเรื่องที่เกี่ยวกับวิวัฒาการนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันจริงๆ และสิ่งที่คุณคิดก็ไม่ผิดแปลกอะไร สำหรับผมแล้ววิทยาศาสตร์เป็นได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถาม พร้อมกับการหาคำตอบให้แก่ตัววเอง

มนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่

เราไม่ค่อยแน่ใจกับเรื่องที่ว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่หากมีอยู่จริงทำไมถึงไม่ออกมาสดงตัวตนหรือไม่มีอะไรที่ชี้ชัดว่ามีอยู่จริง แต่ทว่าก็มีบางสิ่งที่เรานั้นต้องยอมรับอีกแหละที่บอกว่าสิ่งที่เราเห็นนั้นคือมนุษย์ต่างดาว ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์นั้นมองว่าสิ่งที่เห็นคือสิ่งมีชีวิตที่อยู่ที่อีกโลกหนึ่ง

ซึ่งเรานั้นก็ยังไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้มากไปกว่านันนอกเสียจากเป็นการคาดเดาเพียงเท่านั้น เพราะเรานั้นยังไม่สามารถไปยังโลกอื่นๆโดยการเดินทางไปอย่างง่ายดาย แต่เรานั้นสามารถเดินทางไปได้ด้วยวิธีที่ยังถือว่าเป็นวิธีของการเดินทางที่ล้าหลังอยู่ ซึ่งแนวทางเหล่านี้เป็นการการันตรีไม่ได้ว่ามนุษญ์ต่างดาวมีอยู่จริง แต่วันนี้เรามาดูหลักฐานกันดีกว่าว่ามีหลักฐานอะไรบ้างที่บ่งบอกว่ามีสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกโลก และอะไรที่ทำให้เราเชื่อว่ามุษญืต่างดาวยังมีอยู่จริงๆ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มนุษย์ต่างดาว

เหตุการณ์ที่บ่งบอกว่ามีมนุษย์ต่างดาวจริงๆนั้นก็คือ

มีการระบุถึงภาพที่มีคนเจอมนุษย์ต่างดาว ซึ่งจากเหตุการณ์หนึ่งมีบุคคลที่อ้างว่าได้เจอยานอวกาศของมุนาญ์ต่างดาวตกอยู่ โดยมีนักสร้างหลังคนหนึ่งได้กระทำการซื้อไว้ แล้วนำไปถ่ายทำเป็นหนัง โดยเนื้อหาของหนังที่นำมาสร้างนั้นกล่าวถึงการผ่าชำแหละของมนุษญืต่างดาวที่รัสเท็กซัสและภาพที่มีการถ่ายวีดีโอจากช่างภาพคนนั้นก็ได้ถูกนำมาเผยแผ่ขึ้นเมื่อเวลาไม่นานใน คศ 1995 นั่นเอง เครือข่ายดังของ Fox ได้นำภาพเหตุการณ์เหล่านี้นำมาเผยแพ่อีกครั้ง โดยมีคนให้ความสนใจมาก ซึ่งภาพที่เป็นเหตุการณ์ของการถ่ายทำนั้นได้เป็นภาพที่มีการพิสูจน์มาแล้วว่าเป้นเหตุการณ์จริง เพราะในสมัยนั้นไม่ได้มีการตัดต่อในการทำภาพยนต์และไม่ได้เก่งอย่างสมัยนี้ ทุกคนจึงเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

หลายอย่างที่เรามองว่านั้นมันไม่ใช่เรื่องจริงแต่นั้นก็ปฏิเสธไม่ได้อีกแหละเพราะมันมีภาพถ่ายรูปภาพหรืออื่นๆที่มีการบ่งบอกอย่างชัดเจนว่ามี ใน คศ 1912 ไม่มีเหตุการณ์ที่มีคนเห็นวงกลมประหลาดปรากฏอยู่บนทุ่งหญ้า ซ฿งเจ้าวงกลมนี้ก็ดันมีลักษณะคล้ายกับยานอวกาศอีกด้วย มันทำร่องรอยไว้เหมือนกับว่ามีบุคคลนำยานเหล่านั้นมาจอดที่บริเวณหญ้าเหล่านี้และก็มีคนแห่มาให้ความสนใจเพราะสิ่งที่เห็นมันก็คล้ายกับร่องรอยของยานอวกาศไม่ผิดแม้แต่น้อย

ในเรื่องราวที่ยังมีการคาดการณ์ว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีจริงหรือไม่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ตลอดไม่จบไม่สิ้น เพราะในบางคนก็ยังไม่เห็นกับตาจึงไม่เชื่อและมองว่าภาพเหตุการณ์ต่างๆนั้นเป็นเพียงแค่การคาดเดา แต่สำหรับบางคนก็เชื่อสนิทใจจากเหตุการณ์ที่เห็นจากรูปภาพเหล่านั้น