Category Archive : วิทยาศาสตร์

นักวิทยาศาสตร์ออกมาเตือนไวรัสในค้างคาวอาจจะมีวิวัฒนาการเป็นเชื้อไวรัสชนิดใหม่

             ในขณะนี้   สือ เจิ้งลี่ เธอคือนักวิทยาศาสตร์คนดังของประเทศจีนที่ประจำอยู่ในสถาบันองค์ท่านซึ่งเป็นผู้ที่ค้นพบเชื้อไวรัสโคโรน่าคนแรกซึ่งขณะนี้เธอกำลังศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของเชื้อไวรัสโคโรนาอยู่ในขณะนี้โดยเธอออกมาพูดถึงเชื้อไวรัสขนาดนี้ว่าจากการที่เธอศึกษาเกี่ยวกับเชื้อไวรัสชนิดนี้พบว่ามีการวิวัฒนาการของเชื้อไวรัสโคโรน่าร่วมกับเชื้อของค้างคาวซึ่งถ้าเกิดว่าชั้น 2 อย่างนี้มารวมกันมาจะมีการพัฒนาร่วมกันเกิดขึ้นได้เป็นเชื้อไวรัสชนิดใหม่ขึ้นมาได้โดยทาง ดร. สือ เจิ้งลี่ 

ได้ออกมาพูดถึงเรื่องของเชื้อไวรัสชนิดใหม่นี้งานวันที่ 26 เดือนพฤษภาคมพ.ศ 2563 โดยมีการออกมาเผยแพร่เกี่ยวกับข้อมูลที่เธอได้มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของเชื้อไวรัสโคโรนาว่าเธอมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเชื้อไวรัสชนิดนี้มาตั้งแต่ตอนที่ประเทศจีนประสบปัญหาการระบาดของเชื้อไวรัสชนิดนี้ว่าที่จริงแล้วเชื้อชนิดนี้เกิดมาจากเชื้อไวรัส

โดยมีตัวอะไรเป็นพาหนะซึ่งหลังจากที่มีการวิจัยออกมาจึงทำให้ทราบได้ว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้พัฒนามาจากสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอย่างค้างคาวถ้าหลังจากนั้นเธอก็นำการวิจัยที่ค้นพบเชื้อไวรัสโคโรน่านี้มาทำการวิจัยเพิ่มเติมซึ่งทำให้เธอทราบว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตรงนี้เท่านั้นเมื่อเชื้อได้รับการต่อสู้ด้วยกันนำยาฆ่าเชื้อมาผลปรากฏว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้

มีการพัฒนาการมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อเป็นการพัฒนาการเสือให้มีความแข็งแรงมากขึ้นทำให้ชีวิตนี้อาจจะมีการพัฒนากลายเป็นเชื้อไวรัสชนิดใหม่ขึ้นมาอีกทีนึงก็ได้ซึ่งหลังจากที่มีการดูข้อมูลและศึกษาเกี่ยวกับไวรัสโคโรน่าย้อนหลังโดยเธอหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของสายพันธุ์ของไวรัสเนื่องจากพบว่าเดิมทีนั้นไวรัสชนิดนี้มีแค่สายพันเดียวแต่หลังจากนั้นเมื่อมีการรักษาด้วยการนำยามารักษาต่างๆพบว่าเชื้อมีการกลายพันธุ์แบ่งออกเป็นหลายสายพันธุ์ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ A สายพันธุ์ B

และแต่ละสายพันธุ์เชื้อก็มีความแข็งแกร่งมากขึ้นทำให้การผลิตยาต้านไวรัสชนิดนี้ค่อนข้างผลิตได้ลำบากและจากการที่เธอได้มีการศึกษาค้นคว้ามาพบว่าเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งเมื่อมีแรงกดดันที่มีการผลิตน้ำยาต้านเชื้อออกมาพวกมันก็มีการพัฒนาตนเองให้หลีกหนียาฆ่าเชื้อเหล่านั้นได้ซึ่งเธอมองว่าหากยังคงเป็นอยู่อย่างนี้แน่นอนว่าเชื้อไวรัสจะต้องมีการกลายพันธุ์เป็นเชื้อไวรัสชนิดใหม่แน่นอนซึ่งมันจะมีผลต่อมนุษย์ทุกคนทั่วโลกที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมและแน่นอนว่าถ้ามันสามารถกลายพันธุ์ได้เรื่อยๆมันก็จะหนีวัคซีนที่อาจจะมีการพัฒนาเพื่อเอามากำจัดมันก็ได้ 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagameผ่านมือถือ

How to โยนไข่แล้วไม่แตก

          ครั้งที่แล้วมีการพูดถึงโครงงานวิทยาศาสตร์ของลูกสาวว่าให้หาวิธีโยนไข่อย่างไรไม่ให้แตก ซึ่งวิธีการนั้นได้ผลที่ดี แต่เสียตรงที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก และการนำขนมกินเล่นมาเล่นแบบนี้ดูจะเป็นการสอนลูกที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่

คุณแม่จึงจำเป็นต้องหาวิธีการอื่นเพื่อมาสอนลูกเรื่องการทดลองการวิทยาศาสตร์การโยนไข่จากที่สูงอีกรอบ เพื่อให้สบายงบประมาณในกระเป๋าของคุณแม่เอง ดังนั้นวิธีที่สองนี้จึงมั่นใจได้เลยว่าถูกและดีแน่นอน เรามาดูกันเลยค่ะว่าทำอย่างไรได้บ้าง

           ก่อนอื่นต้องหาวัสดุอุปกรณ์ที่ในทำการทดลองนี้กันก่อน หาเอาวัสดุที่มีอยู่แล้วในบ้านเลยค่ะ อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมคือ  สำลี ( ใช้ปริมาณเยอะหน่อย )  ไข่ไก่สด 1 ฟอง   พลาสติกกันกระแทกเอาของเก่าที่คุณแม่เคยซื้อของแล้วเขามีห่อกันกระแทกมาให้มาใช้งานได้ค่ะ ไม่ต้องไปหาซื้อใหม่  กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า  สกอร์ตเทป  กล่องขนาดใหญ่กว่าไข่สัก20-30 เท่าก็ได้ค่ะ

           เมื่อเราได้อุปกรณ์ครบแล้วก็ลงมือทำกันเลยค่ะ โดยนำสำลีมาห่อไข่ให้หนาๆทุกด้าน หลังจากห่อสำลีแล้วนำพลาสติกกันกระแทกมาห่อสำลีที่ใส่ไข่เอาไว้ โดยพันให้หนาๆ สักประมาณ 5-6 ชั้นก็ได้ให้มั่นใจว่าครบคลุมทุด้านปิดด้วยสกอร์ตเทปอีกรอบให้ทั่ว  หลังจากนั้นนำหนังสือพิมพ์มาขยำหรือมาตัดเป็นเส้นๆก็ได้แล้วใส่กระดาษหนังสือพิมพ์ลงไปในกล่องครึ่งกล่องก่อน เสร็จแล้ว

นำไข่ที่อยู่ในสำลีและพลาสติกกันกระแทกใส่ลงในกล่องที่เตรียมเอาไว้และใส่กระดาษหนังสือพิมพ์ให้เต็มกล่อง โดยไม่ให้มีเว้นช่องว่างไว้ พยายามเขาไข่วางไว้ให้อยู่ตรงกลาง เมื่อใส่กระดาษหนังสือพิมพ์จนเต็มกล่องแล้ว นำสกอร์ตเทปมาปิดกล่องให้แน่นหนาอีกรอบ โดยให้ปิดทุกด้านกันของด้านในกระแทกออกมา

เมื่อเตรียมของเสร็จแล้วก็มาถึงช่วงทดลอง  โดยทำการโดยกล่องลงมาจากที่สูงได้เลย ถ้าหากไม่มีข้อกำหนดพื้นที่ในการโยน ให้เลือกโยนตรงพื้นที่ที่มีหญ้าหนาๆ เยอะๆเอาไว้ รับรองไข่ไม่แตกแน่นอน แต่ว่าถ้าไม่สามารถเลือกพื้นที่ในการโยนได้ ก็ยังแนะนำให้วิธีการเดิมคือ นำพลาสติกมาทำเป็นล่มชูชีพมัดกล่องแล้วค่อยโยนไข่ไก่ลงมา วิธีนี้ก็ได้ผล 100 % แน่นอน ซึ่งได้ทำการทดลองกับลูกสาวแล้วเช่นกัน

          จากการทำการทดลองทั้งสองวิธีจะเห็นได้ว่าเพียงเรานำภาชนะอะไรก็ได้ที่นุ่มมีอากาศเข้าได้ มาห่อหุ้มไข่ให้หนาๆเข้าไว้แล้วลดแรงดึงดูดด้วยการติดร่มชูชีพผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของคุณยังไงก็ผ่านอย่าลืมไปลองทำกันดูนะคะ

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์

การค้นพบสไปโนซอรัส ของNizar ibrahim

วันนี้เรามาดูเรื่องราวที่ต้องบอกเลยว่าต้องสะเทือนวงการไดโนเสาร์เลยก็ว่าได้ในวันที่29เดือนเมษายน ปี2020ที่ผ่านมาNizar ibrahimก็ได้เสนอหลักฐานที่จะช่วยยืนยันทฤษฎีของเขาว่าแท้ที่จริงแล้ว  เจ้าสไปโนซอรัส ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในน้ำเป็นหลักอย่างแน่นอน โดนกระดูกชุดใหม่ที่ได้ถูกค้นพบเพิ่มเติมในปี ค.ศ.2018 และถ้าได้ดูจากรูปร่างแล้วที่เราเคยได้เห็นกันในโรงภาพยนตร์นั้นมันก็เป็นสัตว์บกและเป็นนักล่า

แต่การวิวัฒนาการของมันนั้นมันได้มาถูกเฉลยในปีนี้ กระดูกหางกว่า30ชิ้นของเจ้าสไปโนซอรัสก็ได้ถูกค้นพบเพิ่มเติมที่เคนเคนเบ็ดที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศโมร็อกโกจากการศึกษาก็ได้พบว่าหางของ  เจ้าสไปโนซอรัส ได้มีกระดูกส่วนเนโรสไปป์ของหางที่สูงมากโดยเฉพาะบริเวณปลายหางที่มีความสูงเป็นพิเศษที่ส่วนสไปป์ของหางมมันได้สูงกว่าส่วนเซ็นเท็มถึง7เท่ากระดูกเชฟรอนก็ยาวมากเช่นกันจึงเป็นไปไม่ได้ว่าหางของเจ้าสไปโนซอรัส

มันจะมีกล้ามเนื้อที่โคนหางหนามากและยังได้มีปลายหางที่มีรูปทรงแบนคล้ายกับหางของปลาและจรเข้ทำให้เกิดแนวคิดที่ว่าแทนจริงแล้วหางของเจ้าสไปโนซอรัสก็ยาวและมีเอาไว้ตวัดน้ำเพื่อที่จะได้เคลื่อนตัวในน้ำได้อย่างเต็มรูปแบบอย่างงั้นรึ เพื่อทดสอบแนวคิดนี้Nizar ibrahimจึงต้องจำลองหุ้นกลไกเพื่อทดสอบของหางเจ้าสไปโนซอรัสและได้พบว่าหางของมันสามารถมีพละกําลังในการแก่วหางสูงกว่าไดโนเสาร์โดยทั่วๆไปถึง8เท่าNizar ibrahimจึงได้ออกมาทำการสรุปอีกว่าเจ้าสไปโนซอรัสมันได้เป็นไดโนเสาร์ตัวแรกที่มันสามารถวิวัฒนาการตัวเอง

และได้ใช้ชีวิตอยู่ในน้ำมากกว่าสไปโนซอรัสตัวอื่นๆไปอีกขั้นและด้วยหางของมันที่ทรงประสิทธิภาพทำให้มันไม่จำเป็นที่จะต้องยืนจับปลาอยู่ที่ริมแม่น้ำแต่มันอาจจะสามารถว่ายน้ำตามลงไปล่าสัตว์ที่อยู่ภายในน้ำได้เลยสำหรับในการค้นพบครั้งนี้ก็ได้มีการสนับสนุนพฤติกรรมและวิวัฒนาการของเจ้าสไปโนซอรัสที่มันได้เป็นสัตว์ที่ได้อาศัยอยู่ทั้งบกและในน้ำตบอดจนได้

เป็นการค้นพบในครั้งที่สำคัญที่มันทำให้เราได้เข้าใจถึงสรีระที่น่าอัศจรรย์ของไดโนเสาร์เทอโรพอดที่มันได้พยายามที่จะปรับตัวเพื่อที่มันจะได้อาศัยอยู่ในน้ำได้อย่างเกือบเต็มรูปแบบที่มันได้มีมาให้เรานั้นได้ค้นพบในปัจจุบันนี้และก็ยังได้ศึกษาอีกด้วยว่าสัตว์ตัวนี้ได้เป็นไดโนเสาร์ยุคแรกที่ว่ายน้ำและเป็นสัตว์กินเนื้อในช่วงของยุคไดโนเสาร์ครั้งแรกที่ประเทศโมร็อกโก

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk8 info

การสำรวจหาแหล่งน้ำและอากาศธานน้ำบนพื้นผิวดาวอังคาร

ดาวอังคารได้เป็นดาวเคราะห์ในลำดับที่4นับจากดวงอาทิตย์และมันก็ได้เป็นอีกหนึ่งในดาวเคราะห์ที่เรานั้นได้ให้ความสนใจมันอย่างพิเศษเพราะจากการศึกษาข้อมูลต่างๆจากดาวอังคารแล้วก็พบว่ามันจะมีความเป็นไปได้อยู่พอสมควรว่าเรานั้น

จะสามารถที่จะเข้าไปตั้งอานานิคมและจะสามารถขยายเผ่าพันธุ์มนุษย์บนพื้นที่ดวงดาวนั้นได้ เนื่องจากว่ามันได้มีความคล้ายเหมือนกันกับโลกที่มันได้เกี่ยวข้องกับปัดจัยในหลายๆอย่างทั้งความเอียงของแกนดาวที่มันจะสามารถทำให้เกิดในฤดูกาลต่างๆและยังได้รวมไปถึงระยะทางขนาดสภาพภูมิประเทศและดาวอังคารก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่ได้มีการเอื้อนต่อสิ่งที่มีชีวิตสำหรับบรรยากาศที่บนดาวอังคารนั้นมันยังได้ประกอบไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ96อาร์กอนร้อยละ1.93และ ไนโตรเจนร้อยละ1.89ได้ร่วมกัน

ไปกันกับออกซิเจนและน้ำในปริมาณเพียงเล็กน้อยในบรรยากาศนั้นจะมีฝุ่นค่อนข้างมากโดยมันจะเป็นอนุภาพที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ1.5ไมโครเมตร มันจะทำให้ท้องฟ้ากลายเป็นสีที่มันออกเหมือนน้ำตาลปนเหลืองหากเราได้มองจากพื้น ซึ่งหลังจากนอกเหนือจากที่เราได้มองสังเกตจากโลกแล้วสำหรับข้อมูลใหม่ที่มันได้มีความเกี่ยวข้องกับดาวอังคาร

ซึ่งก็ได้มาจากยานที่ได้บนไปทำการสำรวจประมาณ7ลำที่ยังติดอยู่ในขั้นตอนการทำภาระกิจที่ด้านบนและการโคจรของดาวเหนือของดาวอังคารที่มันได้ประกอบไปด้วยยานที่มันกำลังโคจรอยู่ประมาณ5ลำและยังได้มียานที่สำหรับทำการสำรวจที่บนพื้นอีก2ลำที่จะได้ทำการศึกษาผิวของบนดวงดาวภูมิอากาศและด้านธรณีวิทยา

ซึ่งทางด้านสาธารณะชนโดยทั่วๆไปจะสามารถขอดูรูปภาพของบนดวงดาวอังคารได้จากโปรแกรมไฮวิชซึ่งมารีเนอร์สี่ซึ่งได้เป็นยานลงสำรวจลำแรกที่สามารถเข้าไปจอดดาวอังคารได้อย่างสำเร็จในปี1965หลังจากนั้นก็ได้ส่งยานขึ้นไปทำการสำรวจอีกเยอะแยะมากมายซึ่งยานทุกๆลำที่ได้ส่งออกไปทำการสำรวจมันก็จะมีภาระกิจที่แตกต่างกันออกไป

อย่างเช่นยานขึ้นไปทำแผนที่ทางธรณีวิทยาการหาแหล่งน้ำที่มันอยู่ในพื้นดินการเซาะระบบชีวิตอื่นๆ ซึ่งในระยะไม่กี่ปีที่ได้ผ่านมาเราก็ยังได้รู้ข้อมูลที่มันจะสร้างความตื่นเต้นให้กับเรามากยิ่งขึ้น

อย่างเช่นการค้นพบร่องรอยของสายน้ำที่มันได้ไหลเข้ามากัดบนพื้นผิวของดาวอังคารและมันก็ยังทำให้เรานั้นได้รับรู้ว่าเรานั้นยังได้มีความหวังเราอาจจะพบเห็นเจอกับสิ่งที่มันได้มีชีวิตที่แห่งนั้น เนื่องจากว่านักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่แล้วก็ยังเชื่ออีกว่าน้ำนั้นมันสามารถทำให้สิ่งมีชีวิตเติบโตขึ้นมาได้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk8 โบนัส 100

การกำเนิดของรุ้งกินน้ำ

           หลายคนคงจะเคยเห็นรุ้งกินน้ำ ซึ่งเจ้ารุ้งกินน้ำที่เราเห็นกันบ่อยๆนี้เรามักจะเห็นมันเกิดขึ้นหลังจากฝนตกใหม่ๆ อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่ารุ้งกินน้ำนั้นมี 7 สี โดยในสมัยเด็กๆหลายคนคงเคยท่องสีทั้ง 7 ว่ามีสีอะไรบ้าง นั่นก็คือ ม่วง  คราม น้ำเงิน  เขียว  เหลือง  แสด  แดง เจ็ดสีที่ส่องประกายสวยงามหลังฝนตก ในปัจจุบันเราจะไม่ค่อยได้พบเห็นรุ้งกินน้ำกันสักเท่าไหร่ อย่างที่ทราบกันดี 

ในสมัยเรียนหนังสือว่า รุ้งกินน้ำเกิดจากการหักเหของแสง ซึ่งตอนเรียนวิทยาศาสตร์จะมีการระบุไว้ว่า แสงเดินทางเป็นเส้นตรง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ทำไมเวลาที่เกิดรุ้งกินน้ำแล้วถึงเป็นเส้นโค้ง

          ถ้าอยากรู้ว่าทำไมรุ้งกินน้ำถึงเป็นเส้นโค้ง เรามาทวนความจำด้านวิทยาศาสตร์กันก่อนว่าแสงมีคุณสมบัติอย่างไร และรุ้งกินน้ำเกิดขึ้นได้อย่างไรกันก่อน เพื่อเป็นการทวนความรู้วิทยาศาสตร์กันก่อนค่ะ

         แสง เป็นพลังงานอย่างหนึ่งเดินทางด้วยความเร็วสูง แสงเป็นศูนย์รวมของการดำเนินชีวิต หากขาดแสงสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะไม่สามารถอยู่ได้ มนุษย์ต้องการแสงในการให้ความสว่างรวมถึงต้องการออกซิเจนจากต้นไม้เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ ส่วนต้นไม้ถ้าไม่มีแสงก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ดังนั้นแสงจึงเป็นเหมือนวัตจักรในการดำเนินชีวิต แหล่งกำเนินของแสงที่ใหญ่ที่สุดก็คือแสงจากดวงอาทิตย์ ปัจจุบันมนุษย์ได้คิดค้นพลังงานแสงขึ้นมาใช้เองนั่นคือแสงจากไฟฟ้า

         นักวิทยาศาสตร์มีการระบุไว้ว่าแสงจากดวงอาทิตย์ที่เราเห็นกันนั้นเป็นสีขาว แต่เมื่อเรานำปริซึมมาส่องดูจะเห็นได้ว่าแสงสีขาวที่เราเห็นกันนั้นจริงแล้วมีแถบสีเรียงกันถึง 7 สีโดยมีการเรียกแถบทั้ง 7 สีนี้ว่าสเปกตรัม ทีนี้เรามาดูกันว่าทำไมถึงเกิดรุ้งกินน้ำ อย่างที่รู้กันดีว่า รุ้งกินน้ำ เกิดมาจากละอองน้ำในอากาศมีการหักเหกับแสงของดวงอาทิตย์ทำให้เกิดสเปกตรัมแถบสีทั้ง 7 ขึ้น ซึ่งหลังฝนตกใหม่ๆจะมีละอองน้ำเล็กๆลอยในอากาศเป็นจำนวนมาก เมื่อละอองน้ำมีการหักเหกับแสงแล้วมาสะท้อนเข้าตาของเราในมุมที่ต่างกัน โดยแสงที่หักเหจะทำมุมจึงทำให้เห็นเป็นเส้นโค้ง ที่เราเรียกกันว่า รุ้งกินน้ำ

สำหรับรุ้งกินน้ำแบ่งเป็น 2 ชนิดคือ รุ้งกินน้ำแบบปฐมภูมิกับรุ้งกินน้ำแบบทุติยภูมิ

-รุ้งกินน้ำแบบปฐมภูมิ เราจะเห็นสีของรุ้งกินน้ำมีสีแดงอยู่ด้านบนและสีม่วงอยู่ด้านล่าง นั้นเพราะแสงกระทบกับหยดน้ำทางขอบบนทำให้เกิดการหักเห 2 ครั้งแต่สะท้อนกลับแค่ 1 ครั้ง

-รุ้งกินน้ำแบบทุติยภูมิ เราจะเห็นสีรุ้งกินน้ำมีสีม่วงอยู่ด้านบนส่วนสีแดงจะอยู่ด้านล่าง นั้นเพราะแสงกระทบกับหยดน้ำทางขอบล่าง ทำให้เกิดการหักเห 2 ครั้งและสะท้อนกลับหมดทั้ง 2 ครั้ง

-รุ้งกินน้ำที่สมบูรณ์จะมีรูปแบบเป็นวงกลม แต่เมื่อมองจากพื้นขึ้นไปจะมองเห็นแค่บางส่วนเท่านั้น

 

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  คาสิโนออนไลน์

สัตว์ในยุคโบราณเมื่อ10,000ปีก่อนที่ได้สูญพันธุ์ลงไป

Woolly mammoth

ช้างแมมมอธนั้นได้สูญพันไปเมื่อ11,700ปีที่ผ่านมา ซึ่งตัวช้างแมมมอธนั้นมันได้มีความยาวของลำตัวมันประมาณ4เมตรและมันก็ยังได้มีขนที่ยาว นอกจากนี้สาเหตุของการสูญพันของช้างแมมมอธนั้นก็ยังเชื่อว่า ช้างแมมมอธนั้นมันได้สูญพันธุ์จากการถูกล่าในช่วงยุคมนุษย์หินได้ตายลงไปจนหมด

ซึ่งได้มีการค้นพบสุสานของช้างแมมมอธที่ได้มีขนาดใหญ่รวมไปถึงอาวุธในสมัยของยุคหินเป็นจำนวนมากที่มันได้ถูกฝังเอาไว้ใต้กระดูกของช้างแมมมอธนอกจากนี้ก็ยังได้เชื่อว่าในมนุษย์ของยุคหินนั้นได้ใช้ไฟและหอกปลายแหลมออกไล่ล่าเจ้าช้างแมมมอธเพื่อจะนำเอาเนื้อของเจาช้างแมมมอธนั้นนำเอามาทำเป็นอาหารจากนั้นก็นำเอาหนังของช้างแมมมอธนั้นมาทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม ในปัจจุบันก็ยังได้พบโครงกระดูกที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดได้ถูกนำเอาไปจัดแสดงอยู่ที่Zoologica Museumที่ประเทศรัฐเซีย

 Doedicurus Clavicaudatus

สำหรับ Doedicurus Clavicaudatusนั้นมันได้สูญพันธุ์หายไปจากโลกเมื่อ11,000ปีก่อนซึ่งได้อาศัยอยู่แถวอเมริกาใต้ ซึ่งมันก็จะมีลักษณะที่ดูเหมือนกับตัวนิ่มและลำตัวของมันนั้นได้มีกระดองปกคลุมที่ดูเหมือนกับแผ่นเกล็ดที่มันได้เป็นกระดูกที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาจากเนื้อเยื่อทั้งนี้หัวและหางของมันก็มีส่วนที่เป็นเกล็ดเหมือนกันซึ่งมันจะมีหางของมันที่เป็นตุ้มนั้นเอาไว้ใช้สำหรับในการต่อสู้ สำหรับอาหารของมันนั้นมันก็จะชอบกินพืชผักเป็นอาหารมากกว่าและจะอาศัยรวมกันอยู่เป็นฝูงทั้นี้

โดยซากฟอสซิลของมันนั้นก้ได้ถูกค้นพบในแทบของอเมริกาใต้นอกจากนี้ทางด้านของเหล่านักวิทยาศาสตร์ก็ยังได้วิเคราะห์ขึ้นมาอีกว่าในการสูญพันธุ์ของเจ้า Doedicurus Clavicaudatusนั้นมันอาจจะถูกล่าโดยจากมนุษย์กลุ่มแรกที่ได้ตั้งรกรากขึ้นมา เนื่องจากนี้ก็ได้มีการนำเอากระดูกมาจัดแสดงของส่วนหัวและในการจำลองของส่วนหนึ่งของเจ้า Doedicurus Clavicaudatus ที่ ROSE CENTER ที่สหรัฐอเมริกา

 Smilodon fatalisเสือเขี้ยวดาบ

สำหรับเจ้าเสือพันธุ์เขี้ยวดาบนั้นมันได้สูญพันธุ์ไปจากโลกเมื่อ10,000ปีที่แล้วซึ่งมันได้อาศัยอยู่ที่ยุโรปซึ่งมันได้มีขาด้านหน้ายาวกว่าขาด้านหลังของมันและยังมีหางที่สั้นรวมไปถึงเขี้ยวของมันนั้นมีความยาวและแบนที่มีส่วนโค้งเหมือนกับดาบ ซึ่งมันได้เป็นสัตว์ที่กินเนื้อและได้มีความดุร้ายมากกว่าเสือตัวอื่นๆ

และมันจะใช้เขี้ยวที่ใหญ่และแหลมคมของมันนั้นเอาไว้กระชากเหยื่อลักษณะในการออกล่าเหยื่อของมันนั้นก็จะเหมือนกับสิงโตในปัจจุบันนอกจากนี้ทางด้านนักวิทยาศาสตร์ก็ได้ออกมาบอกถึงการสูญพันธุ์ของมันว่ามันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศในช่วงนั้นจึงทำให้เสือเขี้ยวดาบชนิดนี้สูญพันธุ์ไปในที่สุด

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  rb88 ล็อกอิน

แรงโน้มถ่วงนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

รูปถ่ายติดล็อกเนสส์มันไม่ใช่ของจริง

สำหรับเรื่องสัตว์ประหลาดที่ได้มีความลึกลับในระดับตำนานใครหลายคนก็อาจจะเชื่อกันใช่หรือไม่และถ้าหากว่ามันได้เป็นเรื่องราวที่มันจะหาข้อที่พิสูจน์ไม่ได้อย่างล็อกเนสส์หรือว่าเนสซีแล้วบอกได้เลยว่าจริงจังกันอย่างมาก ซึ่งในขณะที่ใครหลายๆคนถึงขั้นลงทุนกับว่าไปค้นหาเพื่อที่จะได้พบกับตัวเป็นๆของมัน

อีกทั้งยังได้ถูกนำรูปร่างลักษณะนำเอาไปใช้เพื่อเป็นตัวละครอีกด้วย ซึ่งเรื่องราวของมันนั้นที่ได้มีการเกิดขึ้นในปี1933 ซึ่งได้มีครอบครัวหนึ่งพวกเขาได้ออกมาพูดันว่าพวกเขานั้นได้พบเจอกับสัตว์แปลกๆที่มันมีขนาดที่ใหญ่ยักษ์ที่มีคอยาวซึ่งมันก็ได้เดินผ่านที่น่ารถของพวกเขาจากนั้นสัตว์ประหลาดตัวนั้นมันก็ได้หายเข้าไปในทะเลสาบ

นอกจากนี้ในปี1934สัตว์แพทย์โรเบิร์ตวิลสันเขาก็ได้ถ่ายรูปภาพที่มีสัตว์ประหลาดที่มันได้เอาหัวขึ้นมาจากน้ำจากนั้นจึงได้ทำให้มีการพูดถึงกันอย่างหนักว่ามันเป็นรูปภาพของล็อกเนสส์อย่างแน่นอน แต่สุดท้ายไม่นานความจริงก็ปรากฎเนื่องจากสัตว์ที่มันได้อยู่ในรูปภาพนั้นมันได้เป็นของเล่นที่มันอยู่ติดกันกับไม้

ซึ่งมันได้เป็นของแถมมาจากของเล่นเพียงเท่านั้นเอง ซึ่งมันจะพิสูจน์ไม่ได้เลยว่าพวกมันนั้นจะมีอยู่จริงหรือไม่ ซึ่งมันก็ได้ทำให้เมืองเหล่านี้ได้มีชื่อเสียงเยอะแยะมากมายถึง100ปีกันเลยทีเดี่ยว

แอปเปิ้ลไม่ได้ร่วงบนศรีษะของเซอรไอแซก นิวตัน

สำหรับเรื่องนี้ก็อย่างที่พวกเรานั้นได้รู้กันดีว่าทฤษฎีของแรงโน้มถ่วงของเซอรไอแซก นิวตันนั้นมันได้มาจากสิ่งบังเอิญทั้งหมด ซึ่งได้มีอยู่วันหนึ่งเขาได้ชอบออกไปนั่งอ่านหนังสือที่ใต้ต้นแอปเปิ้ลจากนั้นผลขอลแอปเปิ้ลนั้นมันก็ได้ร่วงใส่หัวของเซอรไอแซกเข้าอย่างแรง จากนั้นมันก็ได้ทำให้เขาได้ไอเดียและก็ได้พัฒนากดแรงโน้มถ่วงขึ้นมาได้อย่างสำเร็จภายในปีประมาณ1687

แต่อย่างไรก็ตามเราก็อยากจะพูดว่าลูกแอปเปิ้ลนั้นมันไม่ได้ร่วงลงมาใส่ศรีษะของเขาแบบตรงๆหรอก แต่ผลของแอปเปิ้ลนั้นมันได้ร่วงลงมาที่พื้นต่างหากและคนที่ได้มาเหล่าเรื่องนี้วิลเลียมสตุ๊กกีซึ่งก็ได้ผ่านในหนังสือเมื่อในปี1752

ซึ่งในช่วงนั้น นิวตัน เขาก็ได้กลับไปที่ล้านของเขาในช่วงโรงเรียนนั้นปิดเทอมเพราะได้มีโรคระบากจากนั้นเขาก็ได้นั่งอยู่ที่สวนผลไม้จากนั้นก็มีผลแอปเปิ้ลร่วงลงมาและเขาก็นึกในใจว่าสิ่งของถึงจะต้องตกลงมาบนพื้นอยู่เสมอจากนั้นมันก็ได้มีทฤษฎีเหล่านี้เกิดขึ้นมานี่เอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ทางเข้าbk8

ความใฝ่รู้ของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ผลิตกังหันลมจากเศษกองขยะ

วันนี้ทางเว็บ คาสิโนออนไลน์ 2020  ของเราจะพาไปดูเรื่องราวของเรื่องจริงที่ไม่มีกล้องจับภาพเอาไว้แล้วจะมีใครที่จะมาเชื่อและมันจะมีเรื่องอะไรที่มันทำให้น่าสนใจบ้างเราได้ดูพร้อมกันเลยดีกว่า

วิลเลี่ยม คัมแควมบ้า

สำหรับเรื่องนี้ก็ได้พูดกันว่าได้มีหนุ่มน้อยอายุเพียง14ปีชาวมาลาวีคนนี้ ซึ่งเขาก็ได้มาจากครอบครัวที่แสนจะยากจนซึ่งเขาได้มีอาหารที่เอาไว้กินวันละหนึ่งมื้ออีกทั้งไร่นาของเขาก็ได้เจอกับภัยแร้งเป็นเดือนๆแต่ด้วยความที่เขานั้นได้รักในการเรียนรู้และได้ชอบอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์จนมาวันหนึ่งตัวของเขาเองนั้นก็ได้เข้ามาศึกษาในเรื่องของกังหันลม

ที่ได้เอาไว้ใช้วิดน้ำและเอาไว้ใช้ทำการเกษตรรวมไปถึงผลิตไฟฟ้าได้เขาจึงได้ไปรวบรวมวัตถุจากกองขยะและได้นำเอามาสร้างเป็นกังหันลมทำเองที่มันสามารถกระแสงไฟฟ้าได้จริง ซึ่งเขายังได้บอกอีกว่าก่อนที่ตัวเขานั้นจะค้นคว้าความอัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์นั้นเขาเองก็ได้เป็นแค่เพียงชาวนาคนหนึ่งธรรมดาๆในประเทศที่ได้มีแต่ชาวนายากจน

เขารู้สึกดีมากที่เขานั้นได้เรียนโรงเรียนมัธยมเขาก็เลยจะทำทุกอย่างเท่าที่มันจะเป็นไปได้เพื่อให้ได้รับการศึกษาเขาเลยไปที่ห้องสมุดเขาได้อ่านหนังสือวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะฟิสิกส์ ซึ่งมันก็ได้เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่มันทำให้เขานั้นได้ความรู้ในเรื่องนั้นมันได้เขียนเอาไว้ว่ากังหันลมเอาไว้ใช้สูบน้ำและผลิตไฟฟ้าได้เขาก็ได้คิดและทำดูเขาได้ไปเจอใบพัดรถรถเทรลเตอร์โช๊คอัพ

และท่อพีวีซีและเขาก็ได้ใช้กรอบล้อจักรยานกับไดนาโมของรถยนต์เก่าๆเพื่อนำเอามาสร้างเครื่องจักรของเขา ซึ่งในช่วงที่เขาได้ผลิตขึ้นมานั้นเขาสามารถที่จะติดไฟขึ้นมาได้ประมาณหนึ่งหลอดต่อมาก็ได้ประมาณ4หลอดพร้อมกับตัวที่เอาไว้ตัดวงจรไฟที่สร้างขึ้นมาตามมอเตอร์ไฟฟ้าและในอีกประมาณครึ่งหนึ่งก็ได้เอาไว้ใช้เพื่อทำการสูบน้้ำ

เพื่อเอาไว้ใช้ทำชลประทานและในปัดจัยจากเด็กชายคนนี้นั้นก็ได้ต่อยอดวัตถุของกังหันลมและใช้วัตถุที่เขานั้นสามารถที่จะหามันได้จากกองขยะจึงทำให้ตัวของเขานั้นได้ประสบความสำเร็จ และก็ยังต้องบอกเลยว่ามันได้เป็นสิ่งที่ได้สร้างแรงบันดานใจให้กับผู้ที่ใฝ่รู้เป็นอย่างมากกันเลยที่เดี่ยวต้องบอกเลยว่ามันเป็นอะไรที่แสนจะวิเศษเอามากๆจากเด็กชายคนนี้ที่ได้อ่านหนังสือและได้นำเอามาปรับใช้และผลิตมันขึ้นมาเพื่อให้มันนั้นใช้ได้จริง

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้

น้ำตกลึกลับ

สำหรับสถานที่น้ำตกแห่งนี้ ซึ่งได้อยู่ทางตอนเหนือของทะเลสาบสุพีเรียที่อยู่ในเมืองมินนิโซตา นอกจากนี้ทางน้ำตกนั้นมันยังได้แบ่งเป็นลำน้ำประมาณสองสาย ซึ่งน้ำตกลำน้ำแรกมันจะไหลลงไปทางด้านของทะเลสาบ แต่สิ่งที่จะต้องแปลกนั้นมันก็คือน้ำตกอีกลำน้ำหนึ่งนั้นมันได้ไหลลงไปด้านหลุมลึกลับที่มองอย่างไรมันก็ไม่มีทางออก นอกจากนี้ได้ความสงสัยดังกล่าวน้ำที่มันได้ไหลลงไปข้างในหลุมนั้นมันจะมีจุดทางออกอยู่ที่ไหนกัน

จากนั้นจึงได้มีนักวิทยาศาสตร์ได้เข้ามาทำการทดลองนำเอาไม้ทาสีและก็เอาลูกปิงปองโยนลงไป ผลก็ได้ออกมาแล้วว่ายังไม่ได้พบเห็นด้านสิ่งของเหล่านั้นเลยอีกทั้งมันก็ยังไม่มีล่องรอยใดๆให้เห็นเลยและมันก็ได้หายไปตลอดกาล เนื่องจากผู้คนที่ได้สงสัยถึงความเป็นมาของน้ำที่มันอยู่ในหลุมนั้นพวกเขาก็ได้มีทฤษฎีต่างๆนานาอย่างมากมาย

บางคนก็บอกว่าหลุมดังกล่าวนั้นมันได้เป็นประตูมิติเพื่อไปสู่อีกอาณาจักรหนึ่งและบางคนก็ได้บอกว่าหรือข้างใต้หลุมน้ำนี้มันจะมีโลกที่อยู่ใต้น้ำมันจึงมีร่องน้ำเพื่อให้สายน้ำนั้นได้ไหลลงเข้าไปได้แต่ถึงอย่างไรก็ตามมันก็เป็นเพียงแค่บางทฤษฎีเท่านั้นที่หลายคนได้คิดขึ้นมาในความเป็นจริงแล้วของน้ำตกแห่งนี้มันก็ยังได้เป็นปริศนาที่ยังไม่สามารถอธิบายในจนมาถึงปัจจุบันนี้

แสงไฟเฮสดาเลน

สำหรับแสงไฟนั้นมันได้เกิดขึ้นมาด้านบนภูเขาที่มีขนาดเล็กที่หมู่บ้านเฮสดาเลนที่มันตั้งอยู่ในประเทศนอร์เวย์ ซึ่งดวงไฟที่มีความลึกลับของแสงไฟนี้ ซึ่งมันก็ได้มีลักษณะที่เป็นแสงขนาดใหญ่มั่งและมีขนาดที่เล็กบ้าง ซึ่งดวงไฟนั้นมันก็จะมีทั้งสีขาวแล้วก็มีสีเหลืองและสีแดง เนื่องจากนี้แสงไฟดังกล่าวนี้มันก็ยังได้ส่องสว่างไปทั่วบนท้องไฟ หรือในบางทีมันก็ยังได้ปรากฎขึ้นมาเป็นลูกไฟ

ที่มันได้ลอยไปและก็ลอยมา ซึ่งในบ้างครั้งเองดวงไฟนี้มันก็ยังได้หายไปอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญนี้มันยังได้มีข่าวรายงานมาอีกว่า ซึ่งได้มีผู้คนที่ได้เข้าไปเห็นสิ่งของที่มีความลึกลับบางอย่างที่มันได้มีคู่กับแสงไฟของเฮสดาเลน

นอกจากนี้มันก็ยังได้ทำให้ใครหลายคนนั้นได้เชื่อกันว่า สิ่งที่มันได้มาพร้อมกับแสงนั้นมันก็น่าจะเป็นยานufoของเหล่าบรรดาเอเลี่ยนนั้นเอง นอกจากนี้เมื่อในปี1983 ก็ได้มีการจัดตั้งทำโครงการเฮสดาเลนเพื่อได้ทำการศึกษาหาความรู้เพื่อที่จะหาสิ่งที่เกิดมาจากของลำแสงเหล่านี้แต่แล้วพวกเขาก็ยังไม่สามารถที่จะให้คำตอบได้เลยว่าแสงดังกล่าวนี้มันได้เกิดขึ้นมาจากอะไรกันแน่

 

 

สนับสนุนโดย  next88 

เรื่องราวการไปในเขตพื้นที่สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า

ทุกวันนี้ยังได้มีเรื่องราวต่างๆมากมายที่ ซึ่งมันได้เป็นเรื่องที่มันน่าพิศวงที่มันได้เกี่ยวข้องกับเรือและเครื่องบินอีกมากมายในBermuda Triangleที่มันได้เป็นเหลี่ยมเบอร์มิวด้า เนื่องจากบริเวณในพื้นที่แห่งนี้มันได้เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มันได้อยู่แถวมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งมันได้ตั้งอยู่ในฟลอริดา ปอร์โตริโกและรวมไปถึงเบอร์มิวด้า

เนื่องจากในพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นสถานที่ที่มันได้มีชื่อเสียงรวมไปถึงเรื่องราวของปรากฎการณ์ที่ได้มีความลึกลับในส่วนของเรือและเครื่องบินเยอะแยะมากมาย ที่มันได้สาปสูญหายไปในเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ทั้งนี้ด้านสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ก็ยังได้มีอีกหนึ่งชื่อที่ได้กล่าวขานกันว่ามันได้เป็นสามเหลี่ยมแห่งปีศาจ ซึ่งการปราการณ์ในทั้งนี้มันได้อยู่ในช่วงสถานการณ์ที่ยากเกินจะอธิบายมันได้ เนื่องจากว่าได้มีเรืองและเครื่องบินได้หายไปอย่างไม่มีวี่แวว ทั้งนี้ก็ยังได้ทีด้านทฤษฏีมากมายที่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มันได้เกินขึ้นมาตรงที่บริเวณแห่งนี้ อย่างเช่น การสูญหายเครื่องบิน มันได้เกิดมาจาอฝีมือของมนุษย์ต่างดาวหรือUFO

หรือมันอาจจะเป็นเรือที่มันได้อับปางจมลงทะเล ซึ่งเหตุมันอาจจะเกิดมาจากสัตว์ประหลาดที่มันอยู่ในผิวน้ำที่มันเป็นความลึกลับ แต่ถึงอย่างไรก็ตามที่ได้กล่าวมานี้มันยังคงเป็นเพียงด้านทฤษฏีเพียงเท่านั้น ซึ่งในจุดที่มันได้เป็นเรื่องลี้ลับของเรื่องนี้มันคือด้านสามเหลี่ยเบอร์มิวด้าที่พิศวง เนื่องจากประมาณปี1945

ซึ่งได้มีเครื่องบินทิ้งระเบิดตอร์ปิโดของอเมริกันประมาณ5ลำ ที่มันได้หายไปอย่างไม่มีวี่แววตรงพื้นที่ของสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า หลังจากนั้นเมื่อไม่นานปัจจุบันสำหรับเครื่องบินอีกประมาณ75ลำรวมไปถึงเรือประมาณร้อยกว่าลำที่มันได้หายไปในบริเวณสามเหลี่ยมเอบร์มิวด้า ทั้งนี้ยังได้มีรายงานมาว่าได้มีเรือและเครื่องบินได้สูญหายในวันที่1ตุลาคม2015

ซึ่งได้มีลำเรือที่ได้บรรทุกสินค้าelfaro ที่ได้หายเข้าไปในพื้นที่แห่งนั้น ซึ่งมันได้เป็นลำเรือของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มันกำลังแล่นจากฟอลริด้าเพื่อข้ามไปยังเปอร์โตริโก นอกจากนี้เรือดังกล่าวมันก็ได้หายไปอย่างไม่มีวี่แวว เมื่อไม่นานมายังได้มีการรายงานอีกว่า ได้พบเห็นการปะทุกับชองภูเขาไฟที่มันได้อยู่ใต้น้ำของมหาสมุทรนี้ จากนี้ที่ภูเขาไฟปะทุขึ้นมานั้นมันก็ได้ทำให้เรืออับปางลงหรือป่าว

ซึ่งถ้าหากว่าได้ย้อนไปในวันที่20มิถุนายน 2005ก็ยังได้มีอีกหนึ่งเรื่องที่ได้เกิดขึ้นครั้งใหญ่ ซึ่งได้มีเครื่องบินPiper PAเขาได้หายเข้าได้ในพื้นที่ของสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า รวมไปถึงผู้ก็ได้หายเข้าไปในพื้นที่แห่งนั้นจำนวนสามคน