การออกเพื่อสำรวจของโรเวอร์

การออกเพื่อสำรวจของโรเวอร์

มาร์ส คิวริออสซิตี ราคา 2,500ล้านเหรียญ เป็นโรเวอร์ที่ล้ำยุคที่สุดที่เคยตรวจสอบสภาพของดาวอังคารเว้นเสียแต่เก็บรูปถ่ายความคมชัดสูงแล้วก็ตัวอย่างของอากาศกับลมในเวลาที่มันเดินทางผ่านผิวดาวแล้วมันยังสามารถหมุนกล้องถ่ายภาพได้เองด้วยความรู้ความเข้าใจที่ทำให้วิศวกรนาซ่าวิเคราะห์รวมทั้งไขปัญหาจากโลกได้น่าประหลาดที่ใน50วันสุริยะที่ทำภารกิจโรเวอร์ส่งภาพลึกลับกลับมายังโลก

แสดงสิ่งที่นักวิจัยบางบุคคลมองเห็นเป็นเงารูปร่างเหมือนมนุษย์กำลังปฏิบัติงานกับโรเวอร์เมื่อมองดูจากภาพพวกเราจะมองเห็นคนที่ตรงนั้นแล้วก็ถึงแม้พวกเขามิได้สวมหมวกแต่ว่าดูราวกับว่าจะใส่วัสดุอุปกรณ์แล้วก็แว่นอะไรบางอย่างแล้วทำให้คนคาดการณ์ว่าสิ่งที่ทำอยู่บนดาวอังคารอาจมีมากยิ่งกว่าที่นาซ่าและก็แผนการอวกาศของกองทัพกล่าวว่าพวกเราทำได้นาซ่าเข้าใจดาวอังคารมากยิ่งกว่าที่บอกพวกเราเยอะแยะพวกเขาปลดปล่อยรูปพวกเขายอมปล่อยข่าวพวกเขามิได้เอ่ยถึงมันโดยรวมแต่ว่าพวกเพียงแค่ยินยอมให้ผู้ที่มีตาผู้ที่ต้องการมองเห็นดูของเหล่านี้

แล้วเข้าใจว่ามันเป็นยังไงแต่ว่าพวกเขาไม่บอกอะไรเนื่องจากว่าพวกเขาถูกผูกมัดด้วยความเป็นจริงทางด้านการเมืองนั่นเอง จอร์ช นูรี นักทอล์ค โชว์ทางวิทยุมีชื่อวัย 68ปี ได้บอกว่าพวกเราได้รับโทรศัพท์จากคนชื่อแจ็คกี้

ซึ่งกล่าวถึงว่าเธอเป็นอดีตพนังงานของนาซ่าเธอเล่าเรื่องใหญ่ว่ายานโรเวอร์ของพวกเราส่งภาพที่นาซ่าได้อุบเอาไว้ภาพมนุษย์กำลังเดินไปเดินมาบนดาวอังคารและก็เธอน่าไว้ใจเป็นอันมากเธอดูเหมือนจะทราบดีว่าเรื่องที่เธอกล่าวกำลังพูดถึงอะไรอยู่มีทฤษฏีเสมอว่ามีแผนการอวกาศซ้อนโครงการอวกาศที่พวกเราทราบมันเป็นแผนการลับมันเป็นโครงงานที่เงินหลายล้านล้านเหรียญได้หายไปเฉยๆ

และไม่มีคนไหนทราบว่าเงินหายไปไหนไม่มีผู้ใดรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นรูปถ่ายจำนวนไม่ใช่น้อยได้รับการรับรองแล้วก็เฉลยคำตอบแล้วว่าไม่ใช่หลักฐานของอารยธรรมจากต่างดาวบนดาวอังคารนั่นรวมถึงใบหน้าบนดาวอังคารด้วยซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วที่พวกเรามองเห็นเป็นใบหน้านั้นมีสาเหตุมาจากแสงแล้วก็เงาที่ตกกระทบกันนั่นเองแล้วก็ถึงแม้ว่าหลายภาพได้ถูกพิสูจน์สุดแท้แต่ก็ไม่อาจจะไขปัญหาของภาพได้ทั้งหมด

ได้แฮกเกอร์ชาวสก็อตแลนด์ชื่อแกรี่แมคคินนอนแฮ็กฐานข้อมูลของที่นาซ่าแล้วก็เจอไฟล์ที่มีรายนามของสิ่งที่เรียกว่าเจ้าหน้าที่นอกโลกเจ้าหน้าที่ในกองทักที่อาศัยรวมทั้งดำเนินงานอยู่นอกดาวโลกของพวกเรา

ซึ่งนอกโลกมิได้เป็นดาวอังคารเสมอไปแต่ว่ามันหมายความว่าในอวกาศแล้วก็มันระบุว่ามีแผนการอวกาศลับสุดยอดบางสิ่งที่ประชาชนไม่เคยรับรู้อาจมีดำเนินการลับของทหารสหรัฐบนดาวอังคารใช่หรือไม่ถ้าหากมีมันเกิดขึ้นนานมากแค่ไหน

 

 

สนับสนุนโดย  next88 บาคาร่า

สนามแม่เหล็กหายเมื่อโลกหยุดหมุน

หัวข้อในบทความนี้จะมาพูดถึงเรื่องการที่สนามแม่เหล็กของโลกหายไป ที่สาเหตุมาจากการที่โลกหยุดหมุนรอบตัวเอง ในความเป็นจริงแล้วการที่โลกหยุดหมุนรอบตัวเองนั้นไม่ได้เกิดผลเสียต่อเรื่องสนามแม่เหล็กอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีปรากฏการณ์ต่างๆที่จะสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อโลกหยุดหมุนรอบตัวเอง ทั้งนี้ทั้งนั้นข้อสันนิฐานของการเกิดปรากฏการต่างจากการที่โลกหยุดรอบตัวเองนั้น

ในทางของวิทยาศาสตร์เองก็ไม่ให้คำตอบที่เป็นสิ่งยืนยันไม่ได้ว่ามันจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่วิทยาศาสตร์สามารถยืนยันได้ก็คือการหมุนรอบตัวเองของโลกจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเวลาอย่างแน่นอน ข้อสันนิฐานในเรื่องของเวลานั้นก็คือ โลกของเรานั้นจะมีเวลาที่ยาวนานมากขึ้น

โดยปกติอย่างที่ทราบกันดีว่า 1 วัน จะเท่ากับ 24 ชั่วโมงเท่านั้น แต่เมื่อโลกหยุดหมุนรอบตัวเองจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยที่ 1 วัน จะเท่ากับ 365 วัน ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากที่เราจะข้ามไปพบกับเวลาช่วงกลางวันหรือกลางคืนของวันถัดไป และในส่วนของเรื่องปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นก็คือ ทุกอย่างบนโลกจะลอยขึ้นมาได้ ทั้งสิ่งของและสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์และสัตว์ก็ด้วย ต่อมาจะเกิดแรงเหวี่ยงอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างที่ลอยจะถูกเหวี่ยงที่มาพร้อมกับพายุที่มีความรุนแรงเป็นอย่างมาก ยังทำให้พลังงานบนโลกหยุดการทำงาน ส่งผลต่อระดับน้ำในทะเลและน้ำในมหาสมุทรที่จะสูงเพิ่มมากขึ้น

ทำให้เกิดคลื่นยักษ์กลายเป็นสึนามิที่จะทำให้พื้นแผ่นเกิดความเสียหาย ชั้นบรรยากาศของโลกทุกๆชั้นจะมีความแปรปรวน การไหลเวียนของอากาศจะมีปัญหา พื้นที่น้ำที่อยู่ตรงเส้นศูนย์สูตรจะเกิดแรงเหวี่ยงทำให้แทรกไปยังพื้นแผ่นดิน ก่อให้เกิดความแยกของแผ่นออกไปทางฝั่งขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต้ มีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตจะกลายเป็น 2 ทวีปโดยไม่มีการแบ่งชื่อทวีปอย่างในปัจจุบัน เมื่อแบ่งเป็น 2 ทวีปแล้วยังไม่พอ โลกก็ยังจะเหลือแค่ 2 ฤดูอีกด้วยนั้นก็คือฤดูร้อนกับฤดูหนาวเท่านั้น ที่จะมีระยะเวลาของแต่ละฤดู 6 เดือนเท่าๆกัน

และโลกจะมีความคล้ายกับดาวพุธที่เมื่อหยุดหมุนแล้วโลกจะถูกแย่งออกเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจนคือ ฝั่งหนาวและฝั่งหนาว โดยแต่ละฝั่งจะไม่มีทางได้สัมผัสสภาพอากาศของอีกฝั่งอย่างแน่นอน มาในส่วนของเรื่องสนามแม่เหล็กที่หายไป การที่สนามแม่บนโลกหายไปนั้นส่งผลทำให้โลกเราศูนย์เสียการปกป้องรังสีที่เข้ามาทำร้าย โลกจะต้องเจอรังสีและลมสุริยะเข้ามาปะทะอย่างรุนแรง

ซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตและมนุษย์ไม่สามารถที่จะอยู่รอดได้ เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงแค่การสันนิฐานที่อาจจะเกิดขึ้นจริงในอีกหลายล้านปีข้างหน้า ซึ่งเราที่อยู่ในปัจจุบันอาจจะได้พบเจออย่างแน่นอน แต่ถ้าหากว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ เชื่อเถอะว่าในเวลานั้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบนโลกเราอาจจะมีการพัฒนาที่ล้ำสมัยมากเพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับเหตุการณ์เหล่านี้ก็ได้

 

สนับสนุนโดย  entaplay ดาวน์โหลด

ทฤษฎีSailing Stonesที่เชื่อว่าทำให้หินโมไอเคลื่อนที่

สำหรับเรื่องราวของหินโมไอมันก็ได้มีอยู่อีกหนึ่งทฤษฎีที่เขาเรียกกันว่าSailing Stones โดยการปรากฏการณ์Sailing Stonesครั้งนี้มันคือปรากฏการณ์ที่หินมันสามารถที่จะขยับได้โดยที่ไม่ต้องมีแรงพลักไม่ต้องมีแรงดันหรือไม่ต้องมีใครเข้ามากระทำกับมันเลย ซึ่งหลักการตรงนี้เขาได้มีการอธิบายเอาไว้ว่าในการที่จะเกิดSailing Stonesนั้น

มันจะต้องมีอยู่สามปัจจัยด้วยกันที่มันจะเกิดก็คือ มันจะต้องมีน้ำที่ละลายมาจากน้ำแข็งจะต้องมีน้ำค้างน้ำแข็งและจะต้องมีลมหรือมีอะไรชักอย่างที่มันพอจะเป็นแรงพลักเล็กๆน้อยๆั่นเอง โดยหลักการในการทำงานเขาบอกว่าได้มีหินวางอยู่บริเวณพื้นผิวน้ำที่เป็นน้ำละลายจากน้ำแข็งและเมื่อถึงฤดูหนาวที่มันสามารถทำให้น้ำกลายได้นั่นมันก็จะทำให้น้ำตรงนั้นเคลือบตรงบริเวณของหิน

และทำให้อุณหภูมิของหินเยนตัวลงอีกด้วยและเมื่อระยะเวลาผ่านไปจนทำให้น้ำแข็งนั้นละลายอุณหภูมิขอหินมันก็ยังเย็นตัวอยู่และยังมีน้ำแข็งเกาะอยู่ที่บริเวณโดยรอบจึงทำให้แรงเสียดทานลดลงเป็นจำนวนมากจนมันสามารถทำให้หินมันสามารถเคลื่อนได้ด้วยตัวของมันเองได้นั่นเองแต่ตรงนี้ต้อขอบอกก่อนว่ามันก็จะมีทั้งคนเชื่อและคนไม่เชื่อคนที่เชื่อตรงนี้ก็มีคนที่เชื่อว่าโมไอมีชีวิตก็มีและก็ยังมีคนที่เชื่อว่ามันอาจจะมีทฤษฎีอื่นมันก็ยังมีเช่นกันแต่ถามว่าปริศนาโมไอบนเกาะอีสเตอร์มันหมดแต่เพียงเท่านี้หรือเปล่าเอาจริงๆแล้ว

มันยังมีอีกถ้าเอาล่าสุดที่พึ่งค้นพบและล่าสุดที่พึ่งขุดเจอเลยคือได้มีการค้นพบท่อนตัวท่อนไหล่และลำตัวของโมไอที่ได้ถูกฝั่งเอาไว้อยู่ใต้ดินด้วยและที่ สำคัญไปกว่านั้นก็คือบนลำตัวของโมไอที่เขาได้มีการขุดค้นพบมันได้มีลาดลายบางอย่างถูกสลักเอาไว้ นักวิทยาศาสตร์บางคนเขาเชื่อว่ามันอาจจะเป็นลาดลายของเสื้อหรือมันอาจจะเป็นลาดลายที่เขาได้มีการสลักเอาไว้แต่ สำหรับบางคนเขาได้เชื่อกันว่าลาดลายสลักตรงนี้

มันอาจจะมีที่มาที่ลึกซื้งไปกว่านั้นและถ้าเราได้ไขปริศนาตรงนี้ได้มันก็อาจจะบ่งบอกถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการสร้าโมไอขึ้นมาก็เป็นได้และลอยสลักตรงนี้เราก็ได้ไปดูมาเอาจริงๆเราก็ไม่อยากมโนขึ้นมาแต่มันก็มีความคล้ายกับตัวอักษรของอียิปต์โบราณบางตัวเหมือนกันตรงนี้มันก็แล้วแต่ความคิดของแต่ละบุคคล ซึ่งมันก็ยังไม่ไดมีการพิสูจน์อะไรก็รอดูในอนาคตก็แล้วกัน

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า entaplay

สโตเฮดในกัวเตมาลาได้ถูกค้นพบอายุราวประมาณ3,500ถึง5,000ปีก่อน

ชิ้นส่วนของยูอฟโอ

ในช่วงยานเย็นของฤดูหนาวในปี2013ในขณะที่ชาวบ้านคนหนึ่งที่อยู่ในเมืองวลาดีวอสตอค ประเทศรัสเซียกำลังเผาถ่านจุดไฟอยู่นั้นเขาก็ได้พบกับวัตถุโลหะปริศนา ซึ่งได้อยู่ติดในถ่านก้อนหนึ่งที่เขาเตรียมเอาไว้จุดไฟโดยมีขนาดประมาณ2.75นิ้ว ลักษณะเหมือนเฟืองที่ดูเป็นส่วนประกอบของเครื่องจักรกลในสมัยใหม่

แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้นำชิ้นส่วนนี้ไปตรวจสอบจังได้พบว่าวัตถุนี้ได้มีอายุประมาณ300ล้านปี ซึ่งมันก็ได้ประกอบไปด้วยอลูมิเนียม98%และแมกนีเซียม2%ด้วยรูปร่างของววัตถุที่ได้มีความแตกต่างและมีความเข้มข้นของอลูมิเนียมสูง ซึ่งคนส่วนใหญ่แล้วจึงเชื่อกันว่ามีวัตถุนี้ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเองได้ตามธรรมชาติหลังจากนั้นจึงได้มีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าสิ่งนี้มันน่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ต่างดาว

หรือมันน่าจะเป็นชิ้นส่วนของยานอวกาศที่ครั้งหนึ่งมันเคยตกลงมาชนกับผิวโลกโดยได้มีการสังเกตถึงความใกล้เคียงกับวัตถุจากอวกาศที่เคยมีการพบ ซึ่งได้เป็นอลูมิเนียมที่สามารถแตกตัวกลายเป็นแมกนีเซียมในเวลาต่อมา

สโตเฮดในกัวเตมาลา

ว่ากันว่ารูปภาพนี้มันได้ถูกถ่านขึ้นเมื่อปี1950 ซึ่งมันได้เป็นภาพของหินทรายที่ได้ถูกแกะสลักเป็นศีรษะของมนุษย์ที่ได้มีขนาดใหญ่ตั้งอยู่ภายในป่าลึกของกัวเตมาลา นักโบราณคดีได้คำนวณแล้วว่าความสูงของรูปแกะสลักนี้แท้จริงแล้วได้มีความสูงประมาณ9เมตรและมันได้ถูกสร้างขึ้นในช่วง3,500หรือ5,000ปีก่อนคริสตกาลโดยลักษณะหน้าตาของรูปแกะสลักเหล่านี้ได้มีความแตกต่างจากลักษณะของศิลปะในยุคก่อนโคลัมเบียนเมโสอเมริกัน

นอกจากนี้แล้วมันยังได้มีลักษณะที่ไม่เหมือนกับศีรษะยักษ์ของชาวโอลเมคที่ถูกค้นพบในบริเวณเดียวกันและด้วยลักษณะของศีรษะนั้นที่มีความยาวผิดรูปจากมนุษย์ปกติมันจึงได้ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับที่มาของมันอีกด้วยว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาวในช่วงยุคโบราณที่ได้เคยมาตั้งอาณานิคมบนโลกแต่มันก็ต้องน่าเสียดายที่ในช่วงปลายยุค1980ได้มีการกล่าวเอาไว้ว่าศีรษะของหินดังกล่าวนั้นมันได้ถูกทำลายลง

โดยกลุ่มของนักปฏิวัติอีกทั้งยังได้พบซากฟอสซิลที่อยู่ในอุกกาบาตซึ่งในปี2012ได้มีการค้นพบเศษอุกกาบาตที่มันได้ตกลงมาในบริเวณใกล้กับเมืองโพลอนนารุวาประเทศศรีลังกาโดยนักดาราศาสตร์นามว่า ชานดราวิกคัมมาซิงฮะ ชานดราได้อ้างว่าเมื่อเขาตรวจสอบวัตถุด้วยการใช้เทคนิคในการเลี้ยวเป็นของรังสีเอ็กซ์และการวิเคราะห์ไอโซโทปได้พบว่ามีสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกอยู่ภายในก้อนอุกกาบาตนี้

 

ขอขอบคุณ  entaplay online gambling  ที่ให้การสนับสนุน

การค้นพบที่มีอายุหลายร้อยล้านปี

สำหรับบนโลกของเรานั้นต่างก็ได้มีเรื่องราวต่างๆที่ให้เราได้ทำการศึกษามากมายและได้เรียนรู้บอกได้เลยว่ามันไม่มีวันที่จะหมดสิ้น ซึ่งการที่เราทุกคนนั้นจะสามารถก้าวเข้าไปค้นพบในสิ่งใหม่ๆนั้นทุกๆคนก็ได้ลงแรงลงใจก็ยังไม่สามารถที่จะพบเจอกับสิ่งที่พวกเรากำลังได้ค้นหา

ซึ่งยังได้มีบุคคลอีกหลุ่มหนึ่งที่ได้ทำสำเร็จและพวกเขาเหล่านั้นก็ได้ค้นพบสิ่งที่มันได้มีประโยชน์สำหรับคนในรุ่นหลังเป็นอย่างมากเลยทีเดียวและวันนี้เราก็จะพาไปดูสุดยอดในการค้นพบทางธรณีวิทยาและมนุษย์วิทยาและจะมีการค้นพบอะไรบ้างมาดูกันเลย

Toumai Skull

ซึ่งในปี2002 ก็ได้มีการขุดค้นพบซากขอมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่ได้อยู่ทางทะเลทรายตอนใต้ของซาฮาร่า ซึ่งสิ่งที่พวกเขาได้มีการค้นพบนั้นมันได้เป็นซากของกระโหลกศีรษะของมนุษย์ที่ได้มีอายุราวๆประมาณ6.8หรือ7.2ล้านปีจากที่ได้มีการศึกษามาจากนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งพวกเขาก็ยังได้พบอีกว่ากระโหลกศีรษะนี้ ซึ่งมันได้มีลักษณะที่ดูคล้ายกับกระโหลกศีรษะของลิงชิมแปนซี และมันอาจจะเป็นไปได้เลยว่า ลิงชิมแปนซีนั้นมันอาจจะเป็นบรรพบุรุษของเหล่ามนุษย์ทางตอนใต้และทางตะวันออก

Laetoli Footprints

เมื่อในปี1978 ซึ่งทางนักธรณีวิทยาเขาได้ค้นพบรอยเท้าที่เป็นซากฟอสซิลที่ดูเหมือนว่าเป็นรอยเท้าของมนุษย์Laetoli Footprintsซึ่งได้มีอายุราวๆประมาณ3.5ล้านปีที่ประเทศแซนทาเนีย  ซึ่งรอยเท้าดังกล่าว ซึ่งได้มีการสันนิษฐานว่าได้มีรอยเท้าทับกันไว้อีกทีในช่วงที่กำลังเดินอยู่บนภูเขาไฟที่มันได้มีลักษณะเหมือนกับคอลกรีตเปลียก

นอกจากนี้ยังได้วิเคราะห์อีกว่า มนุษย์คนไหนที่เป็นเจ้าของรอยเท้านี้อาจจะมีรูปร่างลักษณะที่แข็งแรงซึ่งได้มองดูจากรอยเท้าที่ได้มีการก้าวที่ยาวและได้มีความมั่นคงมันอาจจะเชื่อได้เลยว่าในช่วงของเวลานั้นก็ได้มีเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ที่ได้เดินหลังตรงแล้วทั้งนี้ยังได้มีการค้นพบLucy Australopithecus Afarensis

ซึ่งทางด้านDonald jonhson เขาได้มีการค้นพบซากกระดูกของมนุษย์ที่สันนิษฐานว่าเป็นกระดูกของเพศหญิงที่ได้มีอายุราวประมาณ3.2ล้านปี ซึ่งถือว่าได้เป็นการค้นพบซากฟอสซิลของมนุษย์ที่ได้มีอายุเยอะมากที่สุดบนโลกใบนี้เลยก็ว่าได้อีกทั้งยังได้เป็นสิ่งเดียวของโลกที่ได้มีการค้นพบสิ้นที่มันได้มีอายุยืนยาวขนาดนี้ ซึ่งในช่วงเวลาเหล่านั้นก็อาจจะมีเผ่าพันธุ์ที่ได้มีมนุษย์เกิดขึ้นมาอาศัยอยู่บนโลกมนุษย์แล้วเช่นกัน

 

ขอขอบคุณ  entaplay แทงบอลออนไลน์  ที่ให้การสนับสนุน

แมลงสาบกำจัดให้หายไปได้จริงหรือ

       แค่ได้ยินชื่อว่าเป็นแมลงสาบก็สามารถทำให้หลายๆคนนั้นรู้สึกขนลุก รู้สึกขยะแขยงขึ้นมาทันที เชื่อว่าหลายๆคนไม่ได้พอใจในตัวของแมลงชนิดกันสักเท่าไหร่ ออกแนวจะรังเกียจไม่ชอบ และเมื่อใดที่เจอก็อยากจะหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเสียด้วยซ้ำ เพราะด้วยความขึ้นชื่อในเรื่องของชนิดแมลงที่เป็นพาหะของเชื่อโรค และกลิ่นที่สาบสมกับชื่อของมัน จึงเป็นเหตุผลให้คนไม่ได้รู้สึกกับแมลงชนิดนี้ในทางที่ดีเลยก็ว่าได้

      เป็นที่มาให้เกิดการวิจัยคิดค้นหาวิธีเพื่อที่จะได้กำจัดแมลงชนิดนี้ให้หายไป แต่รู้หรือไม่ว่าแมลงสาบในยุคนี้นั้นมันได้มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนจนทำให้วิธการมากมายที่มนุษย์คิดค้นมาเพื่อที่จะกำจัดมันเริ่มที่จะไร้ซึ่งความหมายและประโยชน์ไปเลย โดยจากผลงานวิจัยที่ทางประเทศสหรัฐอเมริกาได้ค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้นั้นมีการค้นพบความจริงที่ว่าหนึ่งในชนิดของพวกแมลงสาบที่คนเราพบเจอกันได้อย่างแพร่หลาย

ในแต่ละประเทศทั่วโลกซึ่งแน่นอนว่าก็รวมถึงประเทศไทยด้วยนั้น เหล่าแมลงสาบได้เกิดการพัฒนาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันที่มีต่อยาฆ่าแมลงโดยการปรับตัวได้กับยาที่มีฤทธิ์รุนแรงที่สุดได้รวดเร็วและดีมากขึ้นจากเดิม พวกมันมีกระบวนการในการถ่ายทอดภูมิคุ้มกันไปสู่รุ่นลูกได้ ซึ่งนั่นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์หลายๆคนได้คาดการเอาไว้ว่าในการที่คนเราจะใช้ยาฆ่าแมลงต่างๆในการช่วยกำจัดเหล่าแมลงสาบแค่เพียงอย่างเดียวนั้นก็คงจะกลายเป็นวิธีการที่จะกำจัดความรำคาญจากเหล่าแมลงสาบ

ที่ไม่ใช้ไม่ได้ผลกับเหตุการณ์นี้ได้อีกต่อไป โดยทางกลุ่มของนักวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้จากการทำการทดลองโดยการใช้ยาฆ่าแมลงจำนวน 3 ชนิดด้วยกันในการทำการทดลองกับแมลงสาบแต่ละชนิดในประเทศสหรัฐฯซึ่งมีการใช้ระยะเวลาในการทดลองเป็นเวลาทั้งหมด 6 เดือนด้วยกัน

และผลจากการที่พวกเขาได้ทำการทดลองโดยการใช้ตัวยาแต่ละชนิดที่ต่างก็มีส่วนผสมที่เป็นยาฆ่าแมลงชนิดต่างๆอยู่ด้วย แต่ถึงกระนั้นเหล่าประชากรของพวกแมลงสาบนั้นก็ยังคงอยู่แถมกลับมีเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างต่อเนื่องเลยทีเดียว

ทางฝ่ายของทีมนักวิจัยได้ออกมาอธิบายว่าแมลงสาบที่เป็นเพศเมียส่วนมากนั้นจะมีระยะเวลาในการเจริญพันธุ์อยู่มากถึง 3 เดือนด้วยกันซึ่งเป็นระยะเวลาที่มากพอ และในช่วงระยะเวลานี้เองที่พวกแมลงสาบจะพากันออกลูกมาได้มากถึง 50 ตัวซึ่งมันเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นเรื่องง่ายมากๆที่จะสามารถเพาะแพร่ยีนที่เป็นอาการดื้อยาฆ่าแมลงแบบนี้ให้ไปสู่เหล่าแมลงสาบในรุ่นใหม่ๆต่อไปเรื่อยๆนั่นเอง

       ซึ่งจากงานวิจัยที่ทางเหล่านักวิจัยได้นำเสนอมานั้นได้บ่งชี้ว่าจากปฏิกิริยาของแมลงสาบที่มีอาการดื้อยาจำพวกยาฆ่าแมลงแบบนี้นั้นจะมีผลต่อมนุษย์อย่างแน่นอน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้คนที่มีการพักอาศัยอยู่ในแถบบริเวณเขตเมืองพลุกพล่านหรือแม้แต่ในแวดล้อมของกลุ่มผู้คนมีรายได้ต่ำเองก็ตาม อย่างไรก็ตามเมื่อทุกคนได้ทราบกันเช่นนี้แล้วสำหรับพวกเราที่เป็นมนุษย์ทุกคนแล้วว่าพวกแมลงที่ได้ชื่อว่าเป็นแมลงสาบนั้นไม่ว่าจะเจออยู่ที่ไหนก็ถือว่าเป็นพาหะที่สามารถจะก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

ตามมาได้โดยเฉพาะกลุ่มของโรควัณโรค กลุ่มอหิวาตกโรค โรคเรื้อนต่างๆ รวมไปถึงโรคบิดเองก็เช่นกันและแน่นอนว่ามันสามารถทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ด้วย ดังนั้นแล้วการที่เรารู้จักที่จะหลีกเลี่ยง และคอยรักษาความสะอาดของสถานที่อยู่อาศัยจึงเป็นความจำเป็นยิ่งนัก ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการป้องกันในเบื้องต้นเอาไว้ก่อนนั้นเอง

 

สนับสนุนโดย  entaplay link

มนุษย์ต่างดาวมาโลกเพื่อทรัพยากร

ในจักรวาลที่มีทฤษฎีออกมาว่าเป็นสถานที่ที่ไม่มีระยะเป็นที่สิ้นสุด หาจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุดไม่ได้ จึงกลายเป็นระยะทางอนันต์ จักรวาลเรียกได้ว่ามีขนาดใหญ่ กว้างใหญ่ไพศาล และโลกของเราก็เปรียบเสมือนจุดเล็กๆของจักรวาล มองผิวเผินก็เหมือนดวงดาวทั่วไป ที่อาจจะไม่มีความสำคัญอะไรกับจักรวาลเลยก็เป็นได้ โลกของเรานั้นก่อกำเนิดขึ้นมาจากทฤษฎีบิ๊กแบง

ซึ่งเป็นการระเบิดตัวของวัตถุครั้งใหญ่ในจักรวาล จึงทำให้มีชิ้นส่วนมากมายกระจายตัวออกไปกันในคนละทิศละทาง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือโลก มีผู้ที่กล่าวว่าแท้จริงแล้วจักรวาลไม่ได้สร้างโลก ไม่ได้ตั้งใจจะสร้าง แต่เกิดจากการระเบิดตัวของวัตถุเท่านั้น แล้วเคยคิดกันหรือไม่ว่าการระเบิดครั้งนี้ที่ทำให้เกิดโลก จะโลกของเราแค่ดาวดวงเดียว ชิ้นส่วนอื่นๆที่เกิดมาจากการระเบิดเช่นเดียวถูกกระจัดกระจายไปทั่วจักรวาล

จะกลายเป็นโลกเหมือนกับโลกของเราหรือไม่ แล้วถ้ามันมีดาวโลกดวงอื่นเกิดขึ้นมาจริงๆ นั้นก็เท่ากับว่าจะต้องมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เช่นเดียวกันใช่หรือไม่ หรือที่ใครหลายๆคนนั้นก็เรียกว่า มนุษย์ต่างดาว เรื่องของมนุษย์ต่างดาวถูกเล่าขานมานานมาแล้ว จนในปัจจุบันเองก็มีการพูดคุยและโต้เถียงของเรื่องมนุษย์ต่างดาว และก็ต่างพากันตั้งข้อสันนิฐานของการมาเยือนดาวโลกของมนุษย์ต่างดาวต่างๆนานา โดยมีแนวความคิดที่ว่า ถ้าโลกของมนุษย์ต่างดาวมาจากการระเบิดครั้งใหญ่เช่นเดียวเดียวกับดาวโลกของเรา

นั้นก็หมายความว่า ดาวโลกของเรากับดาวโลกของมนุษย์ต่างดาวนั้นเหมือนกัน แต่โลกของมนุษย์ต่างดาวนั้นมีความวิวัฒนาการที่ไวกว่า จึงสามารถสร้างเทคโนโลยีที่ทำให้เดินทางมายังโลก แต่เพราะความเหมือนกันของโลกเราและโลกของมนุษย์ต่างดาวนั้นก็คือ ทรัพยากร เชื่อกันว่าด้วยความที่ดาวโลกของมนุษย์ต่างดาวนั้นมีความพัฒนาอย่างรวดเร็ว

แหล่งทรัพยากรของดาวโลกของมนุษย์ต่างดาวจึงลดน้อยลงหรือใกล้จะหมดแล้ว และดาวโลกของเราก็มีแหล่งทรัพยากรที่คล้ายกัน มนุษย์ต่างดาวจึงมีความต้องการที่นำทรัพยากรที่จำเป็นต่อดาวโลกของเขากลับไปใช้ เพราะยังเห็นว่าโลกของมนุษย์เรานั้นยังไม่มีการพัฒนาเท่ากับโลกของเขานั้นเอง แต่ถึงอย่างไรนั้นเรื่องเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างจริงจัง

ว่าสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นอยู่จริงในจักรวาลอันกว้างใหญ่แห่งนี้หรือไม่ มนุษย์บนโลกเราเองก็หวังแต่เพียงว่าในอนาคตข้างหน้าวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีจะสามารถสร้างจานบินที่คล้ายกับมนุษย์ต่างดาวได้ เพื่อที่จะได้ออกไปสำรวจจักรวาลได้ทั่วและไกลมากยิ่ง และอาจจะค้นพบหรือคำตอบในเรื่องของดาวโลกดวงอื่นและสิ่งมีชีวิตอื่นที่นอกจากโลกของเราในจักรวาลแห่งนี้

 

 

สนับสนุนโดย  entaplay มือถือ

สิ่งมีชีวิตแรกบนโลกที่เกิดจากฝนเลือด

ถ้าหากว่าคุณเป็นหนึ่งคนชอบวิทยาศาสตร์ในด้านพันธุศาสตร์และประวัติศาสตร์ของโลก คาดว่าเรื่องนี้คงจะเป็นที่น่าสงสัยในกลุ่มคนเหล่านี้อย่างแน่นอน เคยตั้งคำถามหรือไม่ว่า สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นบนโลกสิ่งแรกนั้นคืออะไร?

คุณคงไม่ตอบว่าไดโนเสาร์หรือมนุษย์หรอกใช่หรือไม่ ยิ่งมนุษย์แล้วนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะมนุษย์นั้นมีการวิจัยออกมาแล้วว่า พึ่งถือกำเนิดเกิดขึ้นมาเพียงแค่แสนกว่าปีเท่านั้น หากเทียบกับโลกที่มีอายุมานานมากกว่าหลายพันล้านปี สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตแรกบนโลก นั้นก็คือฟอสซิลของไดโนเสาร์ที่เป็นสัตว์ยุคโบราณ ที่มีชีวิตอาศัยอยู่บนโลกเมื่อหลายพันล้านปีที่แล้ว แต่เพราะมีการสันนิฐานว่า ได้มีอุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งชนโลก ทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งสิ่งมีชีวิตยุคนั้นนั่นก็คือไดโนเสาร์สูญพันธุ์

และเกิดการแผ่นดินแยกที่แต่เดิมพื้นแผ่นดินบนโลดนั้นเป็นแผ่นเดียวกัน จนแยกออกจากกัน หากสังเกตจากแผนที่ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าแต่ละทวีปนั้นมีรอยต่อที่สามารถเชื่อมกันได้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นรอยต่อเดิมก่อนแผ่นดินจะแยกออกจากกัน หากพูดถึงสิ่งมีชีวิตแรกบนโลกอย่างไดโนเสาร์ จะมีใครเชื่อหรือไม่ว่ามันคือสิ่งมีชีวิตแรกจริงๆ ถ้าเป็นเช่นแล้วไดโนเสาร์เกิดมาจาดอะไร ตามหลักทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกที่เกิดมานั้นจะต้องมีที่มา ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นมาได้จากการไม่มีหรอก

มันจึงกลายเป็นคำถามที่หลายคนสงสัยและมักจะถามอยู่เสมอเลยคือ อะไรคือสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดเกิดขึ้นบนโลกสิ่งแรก ข้อสงสัยนี้เป็นปริศนามานานจนเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นนั้นก็คือ ฝนเลือด โดยปกติแล้วน้ำฝนที่เราเห็นนั้นมักจะเป็นสีขาวใส สีเทาบางเพราะมีฝุ่นปะปนมาด้วย แต่ ฝนเลือด คือฝนที่มีสีแดงเหมือนกับเลือดจนน่าแปลกใจ

นักวิจัยจึงได้ทำการเก็บฝนเลือดเพื่อนำไปตรวจสอบว่า ทำไมฝนถึงเป็นสีแดงเลือดเช่นนี้ และผลสรุปก็ออกมาว่า ในน้ำฝนสีแดงเลือดนี้ได้ตรวจพบเซลล์สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ซึ่งเซลล์ที่ตรวจพบนั้นเป็นเซลล์ที่แปลก เพราะไม่สามารถตรวจหา DNA เซลล์นั้นได้ หมายถึง DNA ของเซลล์ในน้ำฝนสีแดงเลือดนี้ไม่ปรากฏข้อมูลที่อยู่บนโลก เป็น DNA ที่ไม่มีอยู่บนโลกนี้

ร่วมกับแนวคิดที่ว่า สิ่งมีชีวิตแรกบนโลกคืออะไรแล้วนั้น นักวิจัยได้ตั้งข้อสันนิฐานว่า เมื่อหลายพันล้านปีก่อนได้เกิดปรากฏการณ์ฝนเลือดเช่นนี้ขึ้น ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิต และถ้าหากเป็นเช่นนั้นทำไมถึงบอกว่า ไม่เคยพบเซลล์นี้บนโลกใบนี้ นั้นเป็นข้อสันนิฐานที่เพิ่มเข้ามาว่าอาจจะมีปรากฏการณ์ฝนเลือดเกิดขึ้นหลายครั้ง

และในแต่ละครั้งเซลล์ที่ปะปนลงมานั้นไม่ซ้ำ รวมไปถึงเหตุการณ์ที่ทำให้โลกเกิดความเปลี่ยนแปลง เซลล์ต่างๆนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ เรื่องของฝนเลือดนั้นยืนยันแน่นอนแล้วว่าพบเซลล์ที่ไม่แสดง DNA บนโลกจริง แต่ในเรื่องของการเป็นสิ่งมีชีวิตแรกบนโลกนั้นยังไม่ได้การยืนยันอย่างแน่นอน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ยังคงต้องค้นหาคำตอบกันต่อไป

 

 

สนับสนุนโดย  entaplay login

ความฝันคืออะไร?

สำหรับเรื่องของความฝันเราเชื่อว่าทุกคนที่ได้ดูหรือแม้แต่คนที่ยังไม่ได้ดูทุกคนก็จะต้องเคยฝันและเราเคยที่มานั่งสงสัยหรือเปล่าว่าทำไมคนเราถึงจะต้องฝันบางทีมันก็อาจจะเกิดมาจากร่างกายของเราเหนื่อยล้าหรือในบางทีก่อนที่เราจะนอนเราได้คิดเรื่องอะไรคิดมากเรื่องนู้นเรื่องนี้จนทำให้ร่างกายของคนเราได้ตอบสนองในสิ่งที่เราได้นึกคิดที่อยู่ในจิตใจลึกๆมันก็เลยทำให้เราฝันขึ้นมา

ซึ่งถามว่าเรื่องนี้ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วมันถูกไหม มันถูกครึ่งหนึ่งและยังไม่ถูกอีกครึ่งหนึ่งจากที่เราได้ไปศึกษามาหากได้ย้อนความกลับไปความฝันนั้นมันคือการแสดงออกทางความรู้สึกนึกคิดและเหตุการณ์ต่างๆที่มันได้เข้ามาในหัวสมองของคนเราได้ตอนหลับและในหนึ่งคืนเราสามารถฝันได้มากกว่า1ครั้งหรือบางทีเราอาจจะฝันมากกว่า2ครั้งคุณเคยเป็นกันหรือเปล่าอยู่ดีๆ

เราฝันเรื่องนี้และอีกสักพักหนึ่งเราดันไปฝันอีกเรื่องหนึ่งแบบนี้เขาเรียกกันว่าเราฝันหลายครั้งและจะถามว่าปัจจัยสาเหตุที่ทำให้เกิดก็อย่างมที่เราได้คิดเล่นก็คือจากสภาพร่างกายที่เหนื่อยล้าหรือสิ่งเรานึกคิดก่อนนอนหรือวิตกกังวลมันเลยทำให้อยู่ในก้นของจิตใจเราและความฝันมันก็ได้เกิดขึ้นมาจากที่สมองของเราได้ประมวลผลนั้นขึ้นมาตอนนอน

โดยข้อมูลต่อจากนี้มันได้เป็นหลักการของความฝัน โดยเขาได้บอกเอาไว้ว่าความหมายของความฝันซึ่งมันก็ได้มานากคำยินดีเสียงดนตรีซึ่งสิ่งที่เราได้ฝันออกมามันจะสามารถที่จะเป็นไปได้ทุกรูปแบบไม่ว่ามันจะเป็นรูปร่างน่าตาหรือสถานที่หรืออะไรอย่างงี้มันก็เป็นได้หมดหรือถ้าใครที่มีความฝันแรงๆหน่อยถึงขนาดที่ว่าสามารถจับต้องได้และสามารถรับรู้กลิ่นหรือรับรู้รสชาติได้แต่ปกติมนุษย์ทั่วไปที่ได้ฝันกันก็จะฝันเห็นภาพซึ่งจะมีมนุษย์น้อยคนมากที่จะฝันว่ารับรู้รสชาติหรือสามารถที่จะรับกลิ่นได้

บุคคลพวกนั้นก็จะจัดให้อยู่ในบุคคลพิเศษซึ่งในอดีตที่ผ่านมาได้มีนักเขียนคนหนึ่งเขาได้กล่าวเอาไว้ว่าเธอได้มีความรุนแรงที่มีความเกี่ยวข้องกับนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่ได้ใช้เครื่องจักรชนิดหนึ่งที่ทำให้สัตว์ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้และหลังจากที่เธอนั้นตื่นขึ้นมาได้และหลังจากที่เธอได้ตื่นขึ้นมาจากความฝันนี้เธอก็ได้เก็บบเอาเรื่องความฝันตรงนี้มาเขียนหนังสือเกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์คนนั้นโดยหนังสือเล่มนี้ได้มีชื่อว่าFrankenstein

 

 

สนับสนุนโดย  สูตร บาคาร่า next88

โลกหยุดหมุน ดวงจันทร์พุงชนโลก

ถ้าวันหนึ่งโลกหยุดหมุนจะเกิดอะไรขึ้น? มีใครพอที่ทราบเรื่องนี้หรือไม่? ที่หลายๆคนไม่ทราบนั้นก็ไม่แปลก เพราะขนาดในทางของวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถให้คำยืนยันได้ว่า ถ้าโลกหยุดหมุนแล้วอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่มีผลกระทบต่อโลกอย่างแน่นอนนั้นก็คือเรื่องของเวลา และการสูญเสียของสนามแม่เหล็ก และได้มีการตั้งสมมติฐานว่า ถ้าหากโลกของเรานั้นหยุดหมุน เวลาก็จะเดินช้าลงโดยปกติแล้วใน 1 วัน จะเท่ากับ 24 ชั่วโมง เปลี่ยนเป็น 1 วัน เท่ากับ 365 วัน

ซึ่งเป็นระยะเวลานานมากที่เราจะได้พบความช่วงเวลาในตอนกลางคืนแล้วเช้าวันใหม่ ในส่วนของเรื่องสนามแม่เหล็กก็คือ ถ้าหากเราสูญเสียสนามแม่เหล็กไปจะทำให้รังสีและลมสุริยะเข้ามาทำลาย ซึ่งทำให้โลกมีอากาศที่เป็นพิษ ทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกทั้งหมดไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ นอกจากนี้ยังได้มีการสันนิฐานถึงปรากฏการณ์ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ถ้าหากว่าโลกหยุดหมุนอย่างการลอยตัว

สิ่งของทุกอย่างที่อยู่บนพื้นรวมถึงมนุษย์ด้วยนั้น จะลอยขึ้นสู่อากาศ และมีแรงเหวี่ยงทำให้ให้ทุกอย่างที่ลอยอยู่นั้นถูกเหวี่ยงไปอย่างรวดเร็ว พลังงานบนโลกมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลทำให้น้ำทะเลและมหาสมุทรยกตัวสูงขึ้นเกิดเป็นคลื่นยักษ์สึนามิ ที่จะทำลายล้างพื้นที่ทั้งหมดที่ติดกับพื้นน้ำ เกิดลมพายุขนาดรุนแรง ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศทุกชั้นของโลกมีความแปรปรวน การไหลเวียนของอากาศมีความรุนแรง น้ำที่อยู่ในเขตของเส้นศูนย์สูตรจะเกิดแรงเหวี่ยงทำให้กินพื้นที่ของแผ่นดิน

จนแผ่นดินแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ลอยไปทางขั้วโลกเหนือ และ ขั้วโลกใต้ เป็นจุดกำเนิดทวีปใหม่ที่จะถูกเรียกชื่อใหม่โดยไม่ได้แบ่งทวีปเหมือนในปัจจุบัน ชื่อใหม่ก็คือ ทวีปเหนือ และ ทวีปใต้ ทั้งนี้ฤดูกาลก็จะเหลือแค่ 2 ฤดูเท่านั้น คือ ฤดูร้อน กับ ฤดูหนาว ซึ่งในแต่ละฤดูจะมีระยะเวลาเท่ากันคือ 6 เดือน การเปลี่ยนแปลงของโลกจะคล้ายกับดาวพุธที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งคือ ฝั่งร้อน และ ฝั่งหนาว ทั้งสองฝั่งไม่มีวันที่ได้สัมผัสกันแหละเพราะถูกแบ่งโดยชัดเจน จากการที่สนามแม่เหล็กหายไปทำให้สภาพอากาศบนโลกมีแต่พิษ

ทางรอดของมนุษย์คือการลงไปอาศัยอยู่ในชั้นใต้ดินเท่านั้น และมีอีกหนึ่งข้อสันนิฐานเกี่ยวกับการที่โลกหยุดหมุนคือ มีความเป็นไปได้ที่ดวงจันทร์จะโคจรเข้ามาใกล้โลก จนในที่สุดก็จนโลก หากเป็นเช่นนั้นใต้ดินมนุษย์ก็ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ มีทางเดียวคือจะต้องย้ายถิ่นฐานออกไปอยู่ดาวดวงใหม่ เหตุการณ์เหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นในอีกหลานพันปีข้างหน้า

จนถึงเวลานั้นมนุษย์เองก็อาจจะสามารถค้นหาดวงดาวที่เหมือนกับโลกได้ มีเทคโนโลยีและวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ที่จะสามารพาประชากรบนโลกอพยพไปได้ ถึงอย่างไรแล้วเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ยังถือว่าเป็นเพียงแค่ข้อสันนิฐานอยู่ โปรดพิจารณาอย่างถีถ้วน

 

 

สนับสนุนโดย  entaplay